นายกฯ สั่งทุกจังหวัด เพิ่มประสิทธิภาพป้องกันไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 ขอความร่วมมือลด – งดเผาทุกชนิด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้มีข้อสั่งการไปยังทุกจังหวัดรวมถึงกรุงเทพมหานคร ในการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ปี 2568-2569 โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ การป้องกันและลดการเกิดฝุ่นละอองจากแหล่งกำเนิด การดูแลสุขภาพประชาชน การประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ การควบคุมสถานการณ์ และการรายงานผลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งทุกจังหวัดยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง ติดตาม แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พร้อมทั้งให้ทบทวนแผนเผชิญเหตุ การเตรียมพร้อมสนับสนุนตลอด 24 ชั่วโมง การมีส่วนร่วมของชุมชน/หมู่บ้าน และการรับมือในทุกมิติ

สำหรับสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ปัจจุบันภาพรวมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยมีพื้นที่เกินมาตรฐาน จำนวน 20 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่พบในพื้นที่ภาคกลางและตะวันออก สถานการณ์จุดความร้อน (Hotspot) พบ 342 จุด ใน 47 จังหวัด ลดลงจากปี 2568 จำนวน 1,101 จุด โดย 5 ลำดับจังหวัดที่มีจุดความร้อนสูงสุด ได้แก่ กาญจนบุรี 39 จุด ลพบุรี 23 จุด ชัยภูมิ 21 จุด ลำพูน 20 จุด และขอนแก่น 17 จุด และพบจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้าน 3,534 จุด การดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ระดับจังหวัด อาทิ การประกาศงดเว้นการเผาในที่โล่ง ครอบคลุมพื้นที่ป่าและเกษตรทั่วประเทศ ช่วง 1 มกราคม – 30 เมษายน 2569 จัดทำแผนเผชิญเหตุและบันทึกข้อตกลงร่วมกัน จัดตั้งจุดเฝ้าระวังและจุดตรวจเพื่อติดตามและป้องกันการกระทำความผิด 4,958 จุด ตรวจสอบรถควันดำ 247,582 คัน โรงงาน 1,128 แห่ง และโครงการก่อสร้าง 489 แห่ง รวมถึงลาดตระเวนดับไฟป่าทั้งประเทศ 6,604 ครั้ง รวม 4,642 กิโลเมตร

ด้านนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำและกำชับให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ดำเนินมาตรการงดเผาอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง รวมถึงให้หาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรหลังฤดูเก็บเกี่ยวไม่ให้มีการเผา เพื่อป้องกันฝุ่นควันรวมถึงไฟป่าที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนได้

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 15 – 17 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะมีการสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษ โดยการจุดธูปเทียนบูชาเซ่นไหว้ เผากระดาษเงินกระดาษทอง ตลอดจนจุดประทัดตามศาลเจ้าและบ้านเรือน บางพื้นที่มีการจัดงานเฉลิมฉลองจุดพลุ ประทัด และดอกไม้เพลิง ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยและอุบัติภัย นอกจากนี้ช่วงดังกล่าวชาวไทยเชื้อสายจีนมักเดินทางไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ทำให้มีปริมาณรถสัญจรเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ประกอบกับเป็นช่วงฤดูหนาว ลมแรง อากาศแห้ง เสี่ยงต่อเกิดอัคคีภัย รัฐบาลสั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมป้องกัน เฝ้าระวังสาธารณภัยที่อาจจะเกิดขึ้น โดยให้สำรวจตรวจสอบพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย และซักซ้อมการปฏิบัติงานตามแผนเผชิญเหตุ เพื่อให้ปฏิบัติงานได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน พร้อมทั้งตรวจตราพื้นที่ชุมชน สถานประกอบการ อาคาร  เส้นทางสัญจร และสถานที่ที่จัดงานเทศกาลตรุษจีน ทั้งบนบกและริมตลิ่งให้มีความมั่นคงแข็งแรง ทั้งโป๊ะ ท่าเทียบเรือ และเรือโดยสาร หากพบสภาพไม่ปลอดภัยให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบซ่อมแซมโดยเร็ว ในส่วนของผู้ปฏิบัติงานให้เตรียมความพร้อมของกำลังพล อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งอุปกรณ์ดับเพลิง อุปกรณ์กู้ชีพกู้ภัย และไฟฟ้าส่องสว่าง รวมถึงกวดขันการพิจารณาออกใบอนุญาต หรือต่ออายุใบอนุญาตให้ทำ สั่ง นำเข้า หรือค้าดอกไม้เพลิง ตรวจสอบสถานที่เก็บ ทำ หรือค้าดอกไม้เพลิงที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชน ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เทศกาลตรุษจีน หน่วยงานที่จะจัดงาน ต้องกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและใช้ความระมัดระวังในการจัดกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย โดยเฉพาะการจุดพลุ ประทัด ดอกไม้เพลิงหรือการแสดงที่ใช้เทคนิคพิเศษ (Special Effect) ภายในอาคารรวมถึงสร้างการรับรู้ให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายจากอัคคีภัย ที่สำคัญขอให้ช่วยกันรณรงค์ลดหรืองดกิจกรรมการเผาทุกชนิด เพื่อลดการเกิดมลพิษทางอากาศและลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

ข่าวที่เกี่ยวข้อง