นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติออกมาเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ดีขึ้น โดยยืนยันว่า ตัวเลข GDP ดีขึ้นจริง
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากโมเมนตัมเศรษฐกิจที่ดีเกินคาดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับผลสัมฤทธิ์ของนโยบาย Quick Big Win ที่รัฐบาลได้ดำเนินการจะเป็นแรงส่งสำคัญให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2569 กระทรวงการคลังได้คาดการณ์ตัวเลข GDP พื้นฐานไว้ที่ 2% เชื่อว่าจะเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่สามารถทำได้แน่นอน โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้ GDP เติบโตในระดับ 3% (3 Plus) ทั้งนี้มองว่าโมเมนตัมจากการลงทุนในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจะเป็นแรงส่งสำคัญ ประกอบกับการเตรียมเสนอแก้กฎหมายถาวรเพื่อปลดล็อกอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนร่วมกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เงินไหลลงสู่ระบบเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตามยอมรับว่ายังมีความท้าทายสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด จากปัจจัยภายนอกที่มีความผันผวนสูงมาก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน แต่รัฐบาลเชื่อมั่นว่าหากโมเมนตัมภายในประเทศ ยังแข็งแกร่งเช่นนี้จะช่วยให้ไทยรับมือกับแรงเสียดทานจากภายนอกได้ เปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยวันนี้เหมือนผู้ป่วยที่ออกจากห้อง ICU แล้ว โจทย์ต่อไปคือต้องทำกายภาพบำบัด สร้างกล้ามเนื้อให้ร่างกายกลับมาแข็งแรง เพื่อให้พร้อมกลับมาวิ่งแข่งขันได้เต็มศักยภาพอีกครั้ง
ล่าสุดสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวถึง 2.5% ซึ่งสูงกว่าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.8% ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปี 2568 เติบโตที่ระดับ 2.4% พลิกฟื้นจากต้นปีที่เคยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.3% ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเศรษฐกิจไทยได้หลุดพ้นจากหล่มแล้ว โดยภาพรวมเศรษฐกิจปี 2568 มีเงินรายได้ประชาชาติ หรือ Nominal GDP มูลค่าเกือบแตะระดับ 19 ล้านล้านบาท (ประมาณ 18.97 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 300,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่ามีเงินหมุนเวียนจริงในมือประชาชนและระบบเศรษฐกิจมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม
นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงปัจจัยสนับสนุนสำคัญในไตรมาสสุดท้ายว่า มาจากการขับเคลื่อนทั้งการบริโภคและการลงทุน โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 3.3% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเมื่อเทียบกับสามไตรมาสแรก เป็นผลสัมฤทธิ์จากมาตรการ “Quick Big Win” ของรัฐบาล อาทิ โครงการคนละครึ่ง พลัส และมาตรการเที่ยวดี มีคืน การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ช่วยเติมกำลังซื้อให้ระบบเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ฐานราก ซึ่งเศรษฐกิจไตรมาส 4 ที่ขยายตัวได้มากกว่าที่คาดการณ์ ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นของภาคประชาชนด้วยโดยดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนสะท้อนความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นรวมถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากนี้อีกสิ่งที่สำคัญคือภาคการลงทุน โดยการลงทุนรวมของประเทศในไตรมาส 4 พุ่งสูงถึง 8.1% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบปี โดยมีภาครัฐเป็นแกนนำเร่งการเบิกจ่ายจนการลงทุนภาครัฐขยายตัวถึง 13% ส่งผลให้เกิดแรงดึงดูดภาคเอกชนให้ลงทุนตามจนขยายตัวกว่า 6% สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มกลับมา และมาตรการดึงดูดการลงทุนอย่าง ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม (BOI Fast Pass คือ มาตรการเร่งรัดการลงทุนที่ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการขออนุญาตต่างๆ ลง 20-50%)
นายเอกนิติ ยืนยันว่าการฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ได้มาจากการกู้เงินเพิ่มหรือขยายเพดานขาดดุล แต่เป็นการบริหารจัดการภายใต้กรอบงบประมาณเดิมอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยอุดรูรั่วในโครงการสวัสดิการต่าง ๆ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุลอยู่ที่ประมาณ 3.1% ของ GDP ซึ่งแสดงถึงเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งในสายตาต่างชาติ ซึ่งความแข็งแกร่งทางการคลังนี้ได้รับการยืนยันจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง S&P ที่ยังคงเชื่อมั่นในเสถียรภาพของไทย








