คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ได้แก่ เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ หอมหัวใหญ่ (แห้งเป็นผงและแห้งไม่เป็นผง) หัวพันธุ์มันฝรั่ง และหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ภายใต้กรอบความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO: World Trade Organization) ปี 2569-2571 โดยให้มีปริมาณในโควตา อัตราภาษีในโควตาและนอกโควตา เช่นเดียวกับที่คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติให้ความเห็นชอบไว้ในปี 2568 ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ดังนี้
1. เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ ปริมาณในโควตาปีละ 3.15 ตัน (6,944 ปอนด์) อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 0 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 218 ให้นำเข้าได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคมของทุกปี
2. หอมหัวใหญ่ (แห้งเป็นผงและไม่เป็นผง) ปริมาณในโควตาปีละ 1,256.50 ตัน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 27 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 142 ให้นำเข้าได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคมของทุกปี
3. หัวพันธุ์มันฝรั่ง ปริมาณในโควตาไม่จำกัดจำนวน อัตราภาษีในโคตวา ร้อยละ 0 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125 ให้นำเข้าได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคมของทุกปี
4. มันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ปริมาณในโควตาปีละ 83,000 ตัน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 27 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125 ให้นำเข้าในช่วงเดือนมกราคมและเดือนกรกฎาคม – ธันวาคมของทุกปี สำหรับการนำเข้าในเดือนมกราคมให้นำเข้าไม่เกินร้อยละ 20 ของปริมาณรวมทั้งหมด ที่ได้รับการจัดสรรในโควตาของผู้ประกอบการแต่ละราย
ทั้งนี้คณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ได้วิเคราะห์แล้วว่า การเปิดตลาดสินค้าเกษตรตามพันธกรณีความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2569-2571 สำหรับสินค้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ หอมหัวใหญ่ (แห้งเป็นผงและไม่เป็นผง) หัวพันธุ์มันฝรั่ง และมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป จะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ผลิตภายในประเทศ และยังเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่และหัวพันธุ์มันฝรั่งนำเข้าในราคาที่เหมาะสม สำหรับสินค้าหอมหัวใหญ่ที่นำเข้าเป็นชนิดแห้งเป็นผงและไม่เป็นผง ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถผลิตได้ และสินค้ามันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป มีผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ รวมถึงยังได้ให้สหกรณ์ซึ่งมีเกษตรกรเป็นสมาชิกมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการด้วย
โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ได้มีหนังสือเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เห็นว่า หากการเปิดตลาดสินค้าเกษตรตามข้อเสนอในคราวนี้ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณหรือภาระทางการคลังในอนาคต หรือก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งจะเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสมควรเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณา ทั้งนี้ไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (สนธิสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นโดยฝ่ายบริหาร (คณะรัฐมนตรี) )
ซึ่งคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ได้แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่า การเปิดตลาดสินค้าเกษตรตามข้อเสนอในครั้งนี้จะไม่เข้าข่ายตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณหรือ ภาระทางการคลังในอนาคต หรือก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ 2561 และได้แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมมาด้วยว่าการเปิดตลาดสินค้าเกษตรตามข้อเสนอในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามข้อกำหนด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2548 และเป็นไปตามหลักการการบริหารการนำเข้า ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการเปิดตลาดสินค้าดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถผลิตสินค้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ และหอมหัวใหญ่ (แห้งเป็นผงและไม่เป็นผง) ได้ ในขณะที่สินค้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง และมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ด้วยข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี จึงจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าในส่วนที่ขาดจากต่างประเทศ หากไม่สามารถเปิดตลาดนำเข้าได้จะส่งผลให้เกิดการ
ขาดแคลนปัจจัยการผลิตต่อเกษตรกรผู้ปลูก ตลอดทั้งขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ
นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้มีความเห็นเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังการชี้แจงข้อมูลของคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบที่จะมีมติให้เปิดตลาดสินค้าเกษตรตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อนจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะมีมติเป็นอย่างอื่น และเพื่อมิให้มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่แล้วให้คณะกรรมการดังกล่าวเร่งเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อพิจารณาทบทวนแผนการเปิดตลาดดังกล่าวให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ด้วย








