นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการร่วมหารือกับนางลุยซา ราแกร์ (Luisa Ragher) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ถึงแนวทางความร่วมมือการขับเคลื่อนด้านแรงงานระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป ว่า แม้ในขณะนี้อยู่ในช่วงของรัฐบาลรักษาการ แต่กระทรวงแรงงานยังคงเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องและเต็มที่ โดยให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายหลักและประเด็นเร่งด่วนด้านแรงงาน 5 ด้าน ได้แก่
1. การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานโดยเร่งทำ MOU กับต่างชาติเพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน ตลอดจนขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้ถูกต้องตามมติคณะรัฐมนตรี
2. การยกระดับและเพิ่มทักษะ (Upskill / Reskill) ให้แรงงานไทยก้าวทันเทคโนโลยี การส่งเสริมการเพิ่มทักษะเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงาน มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI (Demand Driven) ผ่านการขับเคลื่อนภารกิจ “คนไทยต้องมีงานทำ” โดยดำเนินการผ่านศูนย์บริการจัดหางานทั่วประเทศและแอปพลิเคชันไทยมีงานทำ ซึ่งได้ดำเนินนโยบายเชิงรุก ผ่านแคมเปญ “คนไทยต้องมีงานทำ” มีการเปิดศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย 87 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เข้าถึงงานได้ง่ายขึ้น เน้นจับคู่ทักษะและฝึกอบรม
3. การส่งเสริมสวัสดิการแรงงานและความมั่นคงในชีวิต อาทิ เรื่องความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน การเพิ่มเงินทดแทนและสวัสดิการประกันสังคม มาตรา 40 และการเพิ่มวันลาคลอดบุตรจากเดิม 98 วัน เป็น 120 วัน
4. สร้างโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำ
5. การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี
จากการหารือ ได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป โดยเฉพาะด้านแรงงานที่มีมาอย่างใกล้ชิดในหลายกรอบ เช่น Labour Dialogue กับ DG EMPL ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับสูงด้านแรงงานระหว่างประเทศไทย – EU ครั้งที่ 4 ในวันที่ 11 – 12 มีนาคม 2569 กรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน ผ่านคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญ (Specialized working groups) ด้านสิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาล และการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งมีบทบัญญัติ หรือเงื่อนไขด้านแรงงานเป็นการเฉพาะ และพร้อมพัฒนาความร่วมมือด้านแรงงานร่วมกันในอนาคต เพื่อผลักดันประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน และสิทธิแรงงาน รวมถึงส่งเสริมการโยกย้ายถิ่นฐานด้านแรงงานที่เป็นปกติและปลอดภัย อันเป็นการยกระดับมาตรฐานแรงงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพิ่มโอกาสให้แรงงานไทยเข้าสู่ตลาดงานของสหภาพยุโรป
ด้านนางลุยซา ราแกร์ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ชื่นชมประเทศไทย ที่มีการปรับแก้กฎหมายการคลอดบุตรโดยเพิ่มสิทธิลาคลอดบุตร ที่ให้ความสำคัญกับแรงงานสตรี ซึ่งสอดคล้องกับสหภาพยุโรป อีกทั้งยังสนับสนุนโครงการความร่วมมือทางวิชาการ ทั้งขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration : IOM) โดยเฉพาะโครงการที่เป็น Flagship อาทิ Ship to Shore Rights ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานที่ไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมย้ำว่าสหภาพยุโรปตระหนักถึงศักยภาพของไทยในฐานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์และประเทศคู่ค้า และยินดีที่จะผลักดันประเด็นด้านแรงงานร่วมกับประเทศไทยต่อไป นอกจากนี้ EUยังพร้อมให้ความร่วมมือกับไทย ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยการสู้รบในค่ายอพยพ โดยจะส่งเสริมให้
ผู้ลี้ภัยในค่ายอพยพมีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
นอกจากการหาตลาดแรงงานใหม่ๆ และการเพิ่มทักษะให้แก่แรงงานไทยแล้ว การส่งเสริมการมีอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่คนพิการ เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มอบหมายให้นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการมูลนิธิโอสถสภามอบโอกาส สร้างอาชีพคนพิการ ปี 4 (พ.ศ. 2569) ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีเจตนารมณ์ให้เกิดความร่วมมือในการสร้างโอกาส พัฒนาทักษะ ยกระดับชีวิตคนพิการ
นายกันตพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการและกลุ่มเปราะบางทุกมิติอย่างรอบด้าน ไม่เพียงในมิติการคุ้มครองทางสังคม แต่รวมถึงการพัฒนาศักยภาพ ด้วยการเสริมสร้างทักษะอาชีพ และการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม ผ่านนโยบาย “พม. ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต โดยมุ่งหวังให้ทุกครอบครัวเปราะบางได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ เข้าถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงมี และสามารถ “ตั้งหลักใหม่” เพื่อก้าวต่อไปอย่างมั่นคง ทั้งนี้ ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งการลงนาม MOU ดังกล่าวเพื่อสานต่อความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพคนพิการ ด้วยการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ มูลนิธิโอสถสภา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (สนง.พมจ.) ในการนำทรัพยากร ทักษะความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายมาบูรณาการในการสร้างโอกาสให้คนพิการสามารถมีงานทำ มีรายได้ และดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่ง “โครงการมอบโอกาส สร้างอาชีพคนพิการ” ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนทางสังคม ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ผ่านการพัฒนาอาชีพที่สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละบุคคล ตลอดจนการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้คนพิการไม่ใช่ภาระของสังคม แต่สามารถดึงทักษะ ความรู้ ความสามารถ ที่ทักษะคนทั่วไปอาจจะไม่มีให้ออกมาเป็นพลังในการสร้างงาน สร้างรายได้ โดยมีหมุดหมายให้คนพิการยืนหยัดด้วยตนเอง และสามารถดูแลครอบครัวได้ เป็นการสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง พร้อมกันนี้ ขอเชิญชวนนายจ้าง สถานประกอบการ เจ้าของบริษัท ปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างงานคนพิการในมาตรา 33 (การจ้างงานคนพิการ) มาตรา 34 (การส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ) และ มาตรา 35 (การส่งเสริมอาชีพในรูปแบบอื่น) โดยมีมูลนิธิโอสถสภาเป็นต้นแบบ รวมไปถึงภาคีเครือข่ายภาคเอกชน และสถานประกอบการอื่นๆ
ด้านนางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของการบูรณาการระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่ร่วมกันสร้างโอกาสทางอาชีพ สนับสนุนทรัพยากร และพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างเป็นรูปธรรม และวางรากฐานสู่ความมั่นคงในระยะยาว
ขณะที่ นายประธาน ไชยประสิทธิ์ รองประธานกรรมการมูลนิธิโอสถสภา กล่าวว่า โครงการมูลนิธิโอสถสภา ได้มอบโอกาสสร้างอาชีพ สร้างอาชีพคนพิการ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมา 4 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 – 2569 สอดรับกับพันธกิจด้านสังคมของมูลนิธิฯ ที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมมามากกว่า 31 ปี ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ ภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ชัยนาท และสุพรรณบุรี เพื่อสนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่คนพิการ (ปี 2569) จำนวน 150 คน ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภายใต้แนวคิด “ให้เบ็ด ดีกว่าให้ปลา” โดยเน้นการฝึกทักษะอาชีพ สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ และติดตามผลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คนพิการสามารถสร้างรายได้และพึ่งพาตนเองได้ ในระยะยาว ตลอด 3 ปี (2566 – 2568) ได้ช่วยสนับสนุนคนพิการให้มีอาชีพ นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดได้กว่า 615 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ใน 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี สมุทรสาคร สระบุรี อุทัยธานี ชัยนาท อ่างทอง และ สุพรรณบุรี ด้วยหลากหลายอาชีพและมีอัตรา
การคงอยู่ในอาชีพที่น่าพอใจ ซึ่งสะท้อนความสำเร็จที่เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับโอกาสทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น และการมีอาชีพที่มั่นคงอย่างยั่งยืน








