สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย้ำมาตรการกวดขันวินัยจราจรทั่วประเทศ โดยเฉพาะความผิดฐานขับรถในขณะมึนเมา ซึ่งจะไม่มีการตักเตือนก่อนปรับ หากตรวจพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีทันที
พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทุกพื้นที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เท่าเทียม และโปร่งใส เนื่องจากการขับรถขณะมึนเมาเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
กรณีตัวอย่าง เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีผู้ขับขี่รถยนต์รายหนึ่งมีพฤติกรรมมึนเมา ปฏิเสธการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ พยายามหลบหนี และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ก่อนถูกควบคุมตัวและตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยได้ดำเนินคดีตามขั้นตอนในหลายข้อหา
สำหรับโทษตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดว่า ผู้ขับขี่ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่ากฎหมายกำหนด มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
หากการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ความตาย โทษจะเพิ่มสูงขึ้น อาจจำคุกสูงสุด 10 ปี และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ กรณีกระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับตั้งแต่ 50,000 – 100,000 บาท พร้อมสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ทั้งนี้ หากผู้ขับขี่ปฏิเสธการเป่าตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ กฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการขับรถในขณะมึนเมา ซึ่งมีโทษเช่นเดียวกับเมาแล้วขับ และอาจมีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานเพิ่มเติม








