ทบ. แจงข้อเท็จจริง หลังพบข่าวบิดเบือน กรณีชายแดนไทย–กัมพูชา

ทบ. แจงข้อเท็จจริง กรณีชายแดนไทย–กัมพูชา หลังพบการรายงานข่าวบิดเบือน ย้ำไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

ตามที่มีการเผยแพร่รายงานข่าวในเพจ Facebook The New York Editorial เมื่อวันที่ 20 ก.พ.69 อ้างว่าประเทศไทยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและใช้กำลังเกินกว่าเหตุนั้น พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ข้อมูลดังกล่าวนอกจากจะขาดแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนแล้ว ยังมีเนื้อหาบิดเบือนที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ โดยมีลักษณะเป็นการรับฟังข้อมูลจากฝ่ายกัมพูชาเพียงด้านเดียว ซึ่งมักมีการนำเสนอข่าวอันเป็นเท็จต่อนานาชาติมาโดยตลอด เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง กองทัพบกจึงขอชี้แจงในประเด็นต่างๆ ดังนี้

  1. ฝ่ายไทยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แม้กัมพูชาจะเป็นคนจุดชนวน แต่ไทยกลับยกระดับจนสร้างความเสียหายรุนแรง โดยอ้างว่าข้อพิพาทชายแดนเป็นเพียงเพื่อหวังผลชนะการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ

โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า กองทัพบกยึดถือและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยการปฏิบัติการทางทหารพิจารณาตามระดับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ตามกฎการใช้กำลัง และเป็นการใช้สิทธิป้องกันตนเองโดยชอบธรรมตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเมื่อพบภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้น กองทัพบกต้องดำเนินการตามหน้าที่และสิทธิที่พึงมี และไม่เกี่ยวข้องกับการที่กล่าวอ้างว่าข้อพิพาทชายแดนเป็นเพียงเพื่อหวังผลชนะการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ แต่อย่างใด

  1. ไทยใช้กำลังเกินกว่าเหตุ จากกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดบาดเจ็บเพียงนายเดียว ไทยกลับตอบโต้ด้วยเครื่องบินรบ F-16 และการโจมตีทางอากาศ

โฆษกกองทัพบก ระบุว่า กองทัพไทยมีการประสานการปฏิบัติในทุกเหล่าทัพอย่างเหมาะสม เพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตยไทยและดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ ซึ่งการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย ไม่ได้เป็นการตอบโต้เพียงเพราะกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดตามที่ถูกกล่าวอ้าง แต่เกิดจากการที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดฉากใช้อาวุธหนักโจมตีใส่กำลังทหารและพื้นที่พลเรือนของไทยก่อน รวมทั้งมีการใช้พื้นที่พลเรือนและแหล่งอาคารในชุมชนต่างๆ เป็นที่ปฏิบัติการทางทหาร ทำให้กองทัพไทยมีความจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนอากาศยาน F-16 ร่วมปฏิบัติภารกิจ เพื่อทำลายขีดความสามารถในการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา โดยยืนยันว่าไทยมุ่งเน้นเฉพาะ “เป้าหมายทางทหาร” ที่เป็นภัยคุกคามต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งฝ่ายไทยดำเนินการด้วยความระมัดระวังตามหลักความได้สัดส่วน เพื่อจำกัดความเสียหายให้อยู่เฉพาะในพื้นที่การรบเท่านั้น

  1. ไทยใช้อาวุธผิดกฎหมาย กรณีระเบิดพวง (Cluster Munitions) ซึ่งเป็นอาวุธที่ทั่วโลกส่วนใหญ่สั่งแบน เป็นเหตุให้เด็กชาย เซิน โสวัณ วัย 10 ขวบ ในพื้นที่ปราสาทพระวิหารต้องเสียชีวิตอย่างน่าสลด

โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อาวุธเคมีหรือระเบิดพวงโจมตีพลเรือนเป็นการบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง โดยการใช้กระสุนปืนใหญ่ทวิประสงค์ (DPICM) ขนาด 155 มม. นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายเป้าหมายทางทหาร ไม่ใช่ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และไม่มีผลตกค้างในระยะยาว อีกทั้งไทยไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้กระสุนคลัสเตอร์ เช่นเดียวกับหลายประเทศมหาอำนาจ

โดยการพิจารณาใช้ จะเป็นไปตามความจำเป็น ใช้เฉพาะต่อเป้าหมายยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ และสิ่งปลูกสร้างเป็นหลัก ไม่ใช้ต่อเป้าหมายที่เป็นบุคคลอย่างแน่นอน

สำหรับกรณีการเสียชีวิตของเด็กชายชาวกัมพูชานั้น จากการตรวจสอบ พบว่า เป็นอุบัติเหตุจากการนำวัตถุระเบิดเก่ามาแกะเพื่อหาเศษโลหะนอกเขตพื้นที่ปะทะ ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการของไทยแต่อย่างใด

ส่วนประเด็นปราสาทพระวิหาร กองทัพบกขอย้ำว่า ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้จงใจใช้โบราณสถานเป็นฐานที่ตั้งอาวุธหนักเพื่อโจมตีไทย จนทำให้สถานที่ดังกล่าวสูญเสียสถานะการคุ้มครองตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ.1954 ซึ่งกัมพูชาต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมนี้เอง

  1. ไทยใช้สงครามจิตวิทยา กรณีเปิด “เสียงผีร้องไห้” และเพลงงานศพดังสนั่นในช่วงตี 3 เข้าไปในหมู่บ้านของเรา เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับเด็กๆ

โฆษกกองทัพบก ขอยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การปฏิบัติการทางทหาร แต่เป็นการแสดงออกของกลุ่มพลเรือนชาวไทย ที่ต้องการสื่อถึงความไม่พอใจต่อการรุกล้ำอธิปไตย และการรวมตัวกันมาชุมนุมกันในลักษณะที่ก้าวร้าว และมีการใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างผิดกฎหมาย ในเขตพื้นที่อธิปไตยของไทย

การใช้เสียง ด้วยลักษณะดังกล่าว ไม่ใช่การบังคับทรมาน เนื่องจากผู้กระทำไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้รุกล้ำสามารถออกจากพื้นที่ไทยเพื่อหลีกเลี่ยงเสียงได้ตลอดเวลา ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่มักใช้สงครามจิตวิทยาและการโฆษณาชวนเชื่อ (Information Operation) เพื่อบิดเบือนให้ตนเองดูเป็นผู้ถูกกระทำต่อสายตาชาวโลก

  1. เกมการเมืองโดยรัฐบาลไทยใช้สถานการณ์ชายแดนและชีวิตของพวกเรา เป็นกลยุทธ์ในการหาเสียงเพื่อชนะการเลือกตั้ง โฆษกกองทัพบก ระบุว่า ภารกิจการปกป้องรักษาอธิปไตยจากการถูกรุกล้ำ และการดูแลความปลอดภัยของประชาชน เป็นบทบาทโดยตรงของกองทัพบกตามกฎหมาย ในฐานะข้าราชการประจำที่มีหน้าที่ ภายใต้การกำกับดูแลจากระดับนโยบาย หรือรัฐบาล ซึ่งช่วงเกิดเหตุ ทุกรัฐบาลก็มีการกำกับดูแล และให้การสนับสนุนตามแนวทาง ที่ไม่แตกต่างกัน

มั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นเรื่องคนไทยทุกคนที่เข้ามามีบทบาทจะโดยในทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม และไม่ใช่เกมการเมือง ของกลุ่มใดพรรคใด แต่เป็นเรื่องของคนไทยทุกคน ไม่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงเพื่อเป้าหมายทางการเมืองใดๆ

  1. จนถึงวันนี้ ประชาชนของกัมพูชาเกือบ 98,000 คน ยังคงต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

จากตัวเลขดังกล่าว เป็นข้อมูลเท็จ เกินเลยจากความเป็นจริงมาก ในบริเวณเขตพื้นที่ 3 หมู่บ้าน ในจังหวัดสระแก้ว ที่ถูกประชาชนกัมพูชาบุกรุกมาตั้งแต่สมัยอดีต จะมีอยู่รวมกัน ไม่เกิน 1,000 ครัวเรือน หากนับเป็นรายบุคคลน่าจะอยู่ราวๆ หลักหลายพันคน ไม่ใช่ 98,000 หรือเกือบแสน อย่างที่กัมพูชาอ้างตัวเลขขึ้นมา

ซึ่งกรณี 3 หมู่บ้านนี้ กัมพูชาเองทราบมาตลอดว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของประเทศไทย ที่ในอดีตไทยเคยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากการสู้รบของกัมพูชาเข้ามาพักพิง แต่เมื่อสงครามเสร็จสิ้น ประชาชนและทหารกัมพูชากลับไม่เดินทางกลับประเทศของตน ซ้ำยังมีการขยายชุมชนรุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายไทยเองก็ได้มีการเรียกร้องหรือประท้วงผ่านกลไกคณะทำงานต่างๆ มาตลอด แต่กัมพูชากลับเพิกเฉย และไม่ยอมแก้ไขปัญหาในการนำประชาชนกลับไป ยังพื้นที่ฝั่งประเทศกัมพูชา

ดังนั้น กลุ่มคนดังกล่าวจึงไม่ได้เรียกว่าเป็นผู้พลัดถิ่น ดังที่กัมพูชาได้กล่าวอ้าง แต่ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย และกระทำการรุกล้ำอธิปไตยของไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

  1. ตั้งคำถามถึงประชาคมโลก จะให้ไทยรับผิดชอบต่อเรื่องนี้หรือไม่อย่างไร

หากพิจารณาเหตุผลจากองค์ประกอบอย่างรอบด้าน ผู้ที่จะต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบ ควรเป็นฝ่ายกัมพูชา เพราะเป็นฝ่ายเริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมด โดยเฉพาะใช้อาวุธยิงระยะไกลทำร้ายประชาชนคนไทย มีหลักฐานและข้อพิสูจน์สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน โดยฝ่ายไทยดำเนินการตอบโต้ไปตามหลักแนวทางของสากล ภายใต้สัดส่วนที่เหมาะสม โดยเฉพาะไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง