นายกฯ – พัฒนา เดินหน้านโยบาย “ฟอกไตฟรีทุกแห่ง” พัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน  

จากนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการผลักดันนโยบายสำคัญเพื่อยกระดับระบบสาธารณสุขไทยครอบคลุมผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง (30 บาท) ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายให้สามารถเข้าถึงบริการบำบัดทดแทนไตด้วยนโยบาย “ฟอกไตฟรีทุกแห่ง” และ “ห้ามเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม” ไม่ว่าจะเป็นการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือการล้างไตทางช่องท้อง ซึ่งผู้ป่วยสามารถตัดสินใจร่วมกับแพทย์เพื่อเลือกวิธีการบำบัดทดแทนไตที่เหมาะสมกับสภาวะของตนเองได้ ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษา มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย 

จากนโยบายดังกล่าว นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพแก่ประชาชน โดย นพ.ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยความก้าวหน้าการดำเนินงาน 30 บาทรักษาทุกที่ และฟอกไตฟรีทุกแห่ง ว่ามีความคืบหน้าในการขับเคลื่อน 2 เรื่องหลัก คือ

1. การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งมีทั้งหมด 10,910 แห่ง ขณะนี้มีระบบพร้อมให้บริการแล้ว 100% ให้บริการไปแล้ว 1,531,456 ครั้ง และมีแพทย์ออกให้บริการที่ รพ.สต. 4,105,215 ครั้ง รวมทั้งหมด 5,636,674 ครั้ง ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ถึง 198.94% จากนี้จะเร่งดำเนินการเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีของกลุ่มผู้สูงอายุ และความเสถียรของอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล

2. ฉายแสงมะเร็งครอบคลุมทุกที่ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีเครื่องฉายรังสี (LINAC) 138 เครื่อง อัตราส่วนเครื่องต่อประชากรอยู่ที่ 1 ต่อ 471,068 คน แผนระยะสั้นปี 2570-2573 จะเพิ่มเครื่องฉายรังสีอีก 21 เครื่อง
ทำให้อัตราส่วนเครื่องต่อประชากรอยู่ที่ 1 ต่อ 400,000 คน ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงเครื่องฉายรังสีได้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้น ส่วนในระยะยาวจะเพิ่มอีก 61 เครื่อง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกคือ 1 เครื่อง ต่อ 250,000 คน

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีหน่วยบริการที่พร้อมบริการรังสีรักษา 12 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลน่าน โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ โรงพยาบาลกำแพงเพชร โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โรงพยาบาลนครพนม โรงพยาบาลชัยภูมิ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โรงพยาบาลมุกดาหาร และ โรงพยาบาลตรัง กรณีมีระยะทางไกลกว่า 120 กิโลเมตรหรือต้องเดินทางมากกว่า 2 ชั่วโมง จะใช้การแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน เพื่อลดระยะเวลารอคอยการฉายแสงให้เหลือภายใน 6 สัปดาห์ โดยตั้งเป้าให้แต่ละเขตสุขภาพดำเนินการให้ได้ 60% จากภาพรวมทั้งประเทศขณะนี้อยู่ที่ 40.54%

สำหรับนโยบายฟอกไตฟรีทุกแห่ง ในภาพรวมของประเทศพบว่ามีการจัดบริการฟอกไตเพียงพอ ทุกคนได้รับการฟอกไต และไม่พบปัญหาถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามเพื่อลดการเดินทางของผู้ป่วย ยังคงต้องเพิ่มการให้บริการฟอกไตในจังหวัดอุตรดิตถ์ สระบุรี นครราชสีมา และชัยภูมิ ซึ่งทุกจังหวัดมีแผนที่จะเพิ่มการให้บริการมากขึ้น นอกจากนี้ยังกำหนดเป้าหมายพัฒนาระบบบริจาคอวัยวะและปลูกถ่ายไต 5 เรื่อง คือ

1. เพิ่มจำนวนผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ เป้าหมาย 10% ของประชากรไทย โดยเพิ่มการประชาสัมพันธ์และจุดแสดงความจำนงในโรงพยาบาล จุดทำบัตรประชาชน และจุดทำใบขับขี่ทุกแห่ง

2. เพิ่มจำนวนผู้บริจาคอวัยวะสมองตายเป็น 1,250 รายต่อปี

3. เพิ่มจำนวนผู้ป่วยปลูกถ่ายไตเป็น 3,000 ไตต่อปี

4. พิจารณาตำแหน่งพยาบาลประสานงานการบริจาคอวัยวะ ให้มีความก้าวหน้าระดับชำนาญการพิเศษ
มีค่าตอบแทนเพิ่มพิเศษตามการเจรจาสำเร็จ

5. มีสถาบันเฉพาะทางการรับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะ โดยเชื่อมโยงกับสภากาชาดไทย สมาคมปลูกถ่ายอวัยวะ และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ พร้อมจัดตั้งศูนย์รับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะระดับเขตสุขภาพ รวมถึงแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการรับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะ

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข ยังมุ่งมั่นพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และลดภาระงานแก่บุคลากรทางการแพทย์ โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมวิชาการหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้บริหารดิจิทัลทางการแพทย์ รุ่นที่ 1 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า จากการคาดการณ์ระหว่างปี 2026 – 2030 จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในโลกมากกว่า 10 ประเด็น อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเข้าสู่สังคมสูงอายุ เทคโนโลยี AI การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด เป็นต้น ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบกับสุขภาพ ในส่วนของประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจากอัตราการเกิดที่ลดลง ในปี 2568 มีเด็กเกิดน้อยที่สุดในรอบ 75 ปี (น้อยกว่า 4.2 แสนคน) ขณะที่คนเสียชีวิตช้าลง คนสูงอายุมากขึ้น ทำให้ต้องใช้งบประมาณในการดูแลสุขภาพสูงขึ้น การนำเทคโนโลยีมาช่วยดูแลสุขภาพจึงเป็นทางเลือกที่สำคัญ โดยกระทรวงสาธารณสุขกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล 3 ส่วนหลัก คือ 1) ประชาชน สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่าย เท่าเทียม และทั่วถึง
2) บุคลากร นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มคุณภาพในการดูแลผู้ป่วย และลดภาระงาน 3) ระบบสุขภาพ
ของประเทศ นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทั้งระบบ ทำให้สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

สำหรับระบบสุขภาพดิจิทัลของกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกแบบไว้อย่างครบถ้วนและมั่นคง โดย
1) ดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล มาตรฐานสากล มีความโปร่งใส และเชื่อถือได้ 2) มีองค์ประกอบสำคัญ
ทั้งด้านโครงสร้าง การบริการ เทคโนโลยี ข้อมูล และการยึดแนวคิดเรื่องความคุ้มค่า 3) ส่งเสริมบุคลากรให้มีทักษะด้านดิจิทัล พร้อมปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลง 4) มีกลไกการสร้างระบบสุขภาพดิจิทัลที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงได้ทั่วถึงมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาได้พัฒนาภายใต้แนวคิด “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี” โดยมี หมอพร้อม Super App เป็นหนึ่งในโครงการหลักที่จะช่วยให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพตัวเองได้
มีการแจ้งเตือนนัดหมาย เลือกนัดออนไลน์ เปิดใบรับรองเอกสารอิเล็กทรอนิกส์บนโทรศัพท์มือถือ และยังเพิ่มฟังก์ชันส่งเสริมสุขภาพ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลสุขภาพมากขึ้น เช่น ระบบนับก้าวแลกคะแนนและรับรางวัล สามารถตรวจสอบสิทธิประโยชน์ วัคซีน / การตรวจคัดกรองโรค และ AI ให้คำแนะนำ 

ในส่วนของระบบหลังบ้าน ได้จัดทำฐานข้อมูลเพื่อบริหารจัดการทรัพยากร เช่น ระบบ Dashboard
ความหนาแน่นของเตียงในแต่ละโรงพยาบาล เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ ระบบประเมินความพึงพอใจผู้ใช้บริการโรงพยาบาลอัตโนมัติ เพื่อติดตามผลและนำไปปรับปรุงคุณภาพการบริการ และยังนำ AI มาใช้ในระบบบริการ เช่น อ่านฟิล์มเอกซเรย์คัดกรองวัณโรคและมะเร็งปอด คัดกรองภาพถ่ายจอประสาทตา คัดกรองสุขภาพจิต โดยจะร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกพัฒนาเทคโนโลยี AI ด้านสุขภาพของประเทศต่อไป

ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมองทิศทางระบบสุขภาพดิจิทัลในอนาคตไว้ 3 ส่วน ได้แก่

1. สร้างสังคมสุขภาพดี ด้วยการสร้างแรงจูงใจทางสังคมให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

2. สร้างความร่วมมือทั้งรัฐ เอกชน และระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่ระบบสุขภาพดิจิทัล

3. สร้างมูลค่าจากการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ บนฐานความปลอดภัย และธรรมาภิบาลองค์กร ซึ่งมีจุดแข็ง คือ ฐานข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ ที่เป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมที่จะเป็นประโยชน์อย่างมาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง