“ศุภจี” สั่งพาณิชย์รับมือผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย “หอการค้าไทย” พร้อมสนับสนุนข้อมูลผู้ประกอบการในการเจรจาการค้า หลัง “ทรัมป์” ประกาศขึ้นภาษีนำเข้า 15%

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โพสต์ทรูธโซเชียล เมื่อวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% โดยมีผลบังคับใช้ภายใน 24 ชั่วโมง เป็นไปตามมาตรา 122 ของ Trade Act 1974 (พระราชบัญญัติการค้าปี ค.ศ. 1974) ที่อนุญาตให้ประธานาธิบดีกำหนดอัตราภาษีครอบคลุมทั่วโลกได้สูงสุด 15% เป็นเวลา 150 วัน เว้นแต่สภาคองเกรสจะต่ออายุให้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ยังไม่เคยนำมาใช้ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ พึ่งประกาศอัตราภาษี 10% ไปก่อนหน้านี้ พร้อมประกาศด้วยว่าภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า รัฐบาลทรัมป์ จะพิจารณาและประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ตามเวลาในท้องถิ่น ที่มีมติ 6 ต่อ 3 ยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่าการใช้อำนาจของประธานาธิบดีภายใต้ “กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ” หรือ IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก IEEPA มิได้ให้อำนาจในการเรียกเก็บภาษี ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

ซึ่งเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของมาตรการทางการค้า และดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ซึ่งยังมีหลายประเด็นที่ต้องรอความชัดเจน ทั้งในเชิงกฎหมายและแนวปฏิบัติ โดยได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านรวมถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย ทั้งนี้ภายใต้มาตรา 122 เป็นอัตราที่ต่ำกว่ามาตรการภาษีต่างตอบแทนเดิมที่เคยกำหนดไว้สำหรับไทยที่ร้อยละ 19 โดยกระทรวงพาณิชย์จะยังคงติดตามแนวโน้มและพัฒนาการของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย โดยจะดำเนินการเชิงรุก ทั้งด้านการเจรจาการค้า การประเมินความเสี่ยง และการให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาคการส่งออกและการลงทุนของไทยสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมภายใต้บริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเด็นภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุดแม้มาตรการเดิมบางส่วนจะถูกยกเลิกแต่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางภาษีในรูปแบบใหม่เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของตัวเอง ซึ่งการประกาศปรับอัตราภาษีเป็นร้อยละ 15 ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่ามาตรการภาษีจะยังถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งส่งผลต่อผู้ส่งออกและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย อีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยสถานการณ์นโยบายภาษีและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หากต้องคืนภาษีที่เก็บมาจริง ซึ่งอาจส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทย เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยังใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก หากเงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น จะยิ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มี margin (ส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุน) ต่ำ จึงจำเป็นต้องติดตามทิศทางค่าเงินควบคู่กับมาตรการภาษีอย่างใกล้ชิด

หอการค้าไทยเห็นว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. ความเสี่ยงด้านต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของการส่งออก โดยอัตราภาษีที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ และกระทบต่อความสามารถแข่งขันในหลายอุตสาหกรรม

2. ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและการวางแผนธุรกิจ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงมาตรการอย่างต่อเนื่อง
อาจส่งผลต่อการทำสัญญา การลงทุน และการวางแผนระยะยาวของผู้ประกอบการ

3. การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก มาตรการภาษีมีแนวโน้มเร่งการย้ายฐานการผลิตและการปรับ
กลยุทธ์การลงทุน ซึ่งเพิ่มการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาค

หอการค้าไทย มองว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะประเทศไทย แต่กระทบต่อทุกประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้การแข่งขันด้านนโยบายและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมีความเข้มข้นมากขึ้น หอการค้าไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนภาครัฐ โดยเฉพาะด้านข้อมูลเชิงลึกจากภาคธุรกิจ ผลกระทบรายอุตสาหกรรม และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อใช้ประกอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพและสะท้อนสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการไทย อย่างไรก็ตามแม้ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีจะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะการยกระดับบทบาทในฐานะฐานการผลิตทางเลือกและศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค หากสามารถเสริมความชัดเจนด้านกติกาการค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจได้ ทั้งนี้โลกการค้าอยู่ในช่วงปรับสมดุล ไทยควรใช้จังหวะนี้ในการยกระดับเศรษฐกิจ สร้างความยืดหยุ่นของภาคธุรกิจ และเดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสในการเติบโตระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง