ป.ป.ส. จัดกิจกรรมส่งเสริมความอบอุ่นในครอบครัว เตือนผู้ปกครองสังเกตการส่ง “อิโมจิ”ของบุตรหลานอาจเข้าข่ายซื้อขายยาเสพติด

นางสาวอารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ในฐานะโฆษกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เปิดเผยว่า ข้อมูลจากงานวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ยาเสพติด ระหว่างปี พ.ศ. 2562 – 2567 สะท้อนให้เห็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งพบว่า ปัญหายาเสพติดไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่มาจากปัจจัยที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ได้แก่ กับดักหนี้สินและความเครียดทางการเงิน ราคายาเสพติดที่ลดลง อิทธิพลกลุ่มเพื่อนและการเข้าถึงที่ง่ายขึ้นในโลกออนไลน์ ที่ปัจจุบันยาเสพติดหาซื้อได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย และจัดส่งผ่านระบบขนส่งพัสดุ รวมถึงปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ “ครอบครัว” ซึ่งการขาดการดูแลเอาใจใส่ ขาดองค์ความรู้ในการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง ขาดการสื่อสารเชิงบวก แต่ควบคุมเด็กด้วยความกดดัน ข่มขู่ หรือทำให้รู้สึกผิด เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ผลักดันให้เด็กพึ่งพายาเสพติดเพื่อหนีความกดดัน นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลทางชีววิทยาใหม่ว่า แม่ที่สูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์จะส่งผลต่อพันธุกรรม ทำให้ลูกเสี่ยงติดยาเสพติดได้ตั้งแต่ยังไม่เกิด

นางสาวอารีภักดิ์ กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. มุ่งส่งเสริม “พลังครอบครัว” และการสื่อสารเชิงบวก โดยผลักดันการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น ดนตรี กีฬา และจิตอาสา เป็นกลไกสำคัญในการดึงเยาวชนออกจากวงจรเสี่ยงผ่านแนวคิด Hugs Against Drugs กอดกันด้วยใจ ปลอดภัยจากยาเสพติด (กอด ปลอด ยา) เพื่อแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยในครอบครัวผ่านการกอด นำไปสู่การมีส่วนร่วมในการสร้างครอบครัวที่อบอุ่นเพื่อป้องกันภัยจากยาเสพติด และจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้เวลาว่างร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว เช่น ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้จัดคอนเสิร์ตต่อต้านยาเสพติด Music Against Drugs ที่ใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางในการรวมกลุ่มเยาวชน การใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว และการสร้างกระแสสังคมเชิงบวก นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีโครงการ ONCB Thai Youth League คือการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงาน ป.ป.ส. (Office of the Narcotics Control Board :ONCB) และมูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ ดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึง มิถุนายน 2569 ครอบคลุมพื้นที่เขต ป.ป.ส. 10 ภูมิภาคทั่วประเทศเพื่อสร้างโอกาสให้เยาวชนทั่วประเทศห่างไกลยาเสพติดที่พร้อมให้โอกาสเด็กและเยาวชนในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง ใช้กีฬาเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต และโครงการ“วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ (Recovery Run)” ซึ่งจะมีกิจกรรมในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 นี้ โดยเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ครอบครัว ชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมแสดงพลัง ในการสร้างครอบครัวที่อบอุ่น ชุมชนที่เข้มแข็งผ่านการวิ่งมาราธอน เพื่อป้องกันภัยจากยาเสพติด รวมทั้งสร้างการรับรู้ สร้างการยอมรับ ตลอดจนให้โอกาสแก่ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ลดการตีตรา ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ได้เป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างรัฐและประชาชน ผ่านสายด่วน ป.ป.ส. 1386 ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นกลไกหลักในการรับแจ้งเบาะแสเพื่อการปราบปรามและตัดวงจรผู้ค้าอย่างรวดเร็ว ให้คำปรึกษาด้านการบำบัดผ่านการประสานงานส่งต่อผู้เสพเข้าสู่กระบวนการรักษาโดยมองว่า “ผู้เสพคือผู้ป่วย” และรับเรื่องร้องเรียนกรณีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ทั้งนี้จากรายงานสถิติผลการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการสำนักงาน ป.ป.ส. (ศปก. ป.ป.ส.) ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 18 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่ามีการรับแจ้งเบาะแสและเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดจากประชาชนทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 11,932 เรื่อง จากการคัดกรองข้อมูลทั้งหมด พบว่ามีเรื่องร้องเรียนเร่งด่วนในกรณีที่ต้องนำตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา จำนวน 231 ราย ในจำนวนนี้เป็นการจัดการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มเฝ้าระวังพิเศษที่มีการแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายและคลุ้มคลั่งอาละวาด จำนวน 86 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 83 เรื่อง (อยู่ระหว่างดำเนินการ 3 เรื่อง) โดยนำตัวส่งเข้ารับการบำบัดรักษา จำนวน 44 ราย จับกุมและดำเนินคดีทางกฎหมาย จำนวน 23 ราย ผลักดันออกนอกพื้นที่ จำนวน 8 ราย ประสานหน่วยงานในพื้นที่ให้เข้าดูแล จำนวน 2 ราย และส่วนที่เหลือ ตรวจสอบแล้วไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย หรือเป็นการร้องเรียนเพื่อกลั่นแกล้ง รวมถึงอยู่ระหว่างการสืบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากยังไม่พบพฤติการณ์

สำนักงาน ป.ป.ส. ยังได้จัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ครั้งสำคัญ ภายใต้หัวข้อ เปิดโลกคำแสลงยาเสพติด ณ สำนักงาน ป.ป.ส. โดยผนึกกำลังภาคีเครือข่าย บูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อร่วมกันตีแผ่กลยุทธ์ของขบวนการค้ายาเสพติดที่หันมาใช้อิโมจิและคำแสลง เป็นรหัสลับเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของระบบ AI และพุ่งเป้าเข้าถึงกลุ่มเด็กและเยาวชนได้ง่ายยิ่งขึ้น

ข้อมูลจากหน่วยสารเสพติด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประจำปี 2568-2569 โดย นางสาวกนิษฐา ไทยกล้า เปิดเผยถึงแนวโน้มที่น่ากังวลว่า ปัจจุบันการซื้อขายยาเสพติดได้ขยายตัวจากตลาดมืด (Dark Web) มาสู่แพลตฟอร์มสาธารณะที่เยาวชนใช้งานเป็นประจำ เช่น X (Twitter) Facebook และ Telegram โดยมีการประดิษฐ์คำแสลงใหม่ๆ ขึ้นมาใช้สื่อสารกันอย่างแพร่หลาย อาทิ ไก่แดง น้ำแข็ง ลิ้นฟ้า หรือ สิงโต รวมถึงใช้อิโมจิรูปวัตถุ ตัวเลข หรือขนม เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ลดทอนความน่ากลัว และดึงดูดความสนใจจากเด็กและเยาวชน ข้อมูลสถิติจากนักวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า การจับกุมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์มีสถิติเพิ่มขึ้นถึง 50-100 คดี โดยพบว่ากลุ่มเป้าหมายหลักในการซื้อขายคือ กลุ่มเด็ก เยาวชนและผู้ค้ารายย่อย โดยรูปแบบการขายถูกพัฒนาเป็นระบบอีคอมเมิร์ซ มีการแจ้งราคาชัดเจน ระบุวิธีจัดส่ง เน้นความรวดเร็วและมักมีการนัดแนะเพื่อรับส่งสินค้าระหว่างเวลา 20.00 – 01.00 น.

ทั้งนี้ขอให้ผู้ปกครอง เฝ้าระวังพัสดุออนไลน์ ที่ส่งถึงบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นช่องทางหลักที่ผู้ค้าใช้จัดส่งยาเสพติดในปัจจุบัน รวมทั้งขอความร่วมมือ ผู้ปกครอง และครู หากพบบุตรหลานใช้ภาษาหรือสัญลักษณ์อิโมจิที่น่าสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับการซื้อขายยาเสพติด ควรเฝ้าระวังและสังเกตพฤติกรรมลูกหลานอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงในการใช้ยาเสพติด ขณะเดียวกันยังเตรียมประสานความร่วมมือกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขยายผลการทำงานลงลึกถึงระดับครอบครัวและสถานศึกษา มุ่งเน้นการให้ความรู้และแนวทางการเฝ้าระวังดูแลบุตรหลานอย่างเป็นรูปธรรม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง