แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในศูนย์ข้อมูลและกิจกรรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของประเทศไทย หรือ ระบบ HL Hub เดือนมกราคม ปี 2569 พบว่า วัยทำงานมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอ ร้อยละ 93.08 ซึ่งสูงที่สุด ทั้งด้านการเข้าถึงข้อมูลร้อยละ 91.68 และด้านการนำข้อมูลไปใช้เพื่อตัดสินใจร้อยละ 94.59 แต่เมื่อสำรวจพฤติกรรมสุขภาพ พบกว่าร้อยละ 50 ยังมีพฤติกรรมเสี่ยง
ต่อการเกิดโรค NCDs คือ รับประทานอาหารไขมันสูง ของหวาน และขนมที่มีแป้งและน้ำตาลมาก อาหารโซเดียมสูง เช่น น้ำจิ้ม น้ำพริก น้ำแกง น้ำซุป ส้มตำ
ขณะที่กลุ่มวัยเรียนวัยรุ่น มีความรอบรู้สุขภาพเพียงพอ ร้อยละ 90.55 โดยรู้ด้านสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 มากที่สุด ร้อยละ 98.10 แต่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอน้อยที่สุด ด้านการประเมินข้อมูลจากสื่อ ร้อยละ 46.10 ด้านการค้นหาข้อมูลสุขภาพร้อยละ 45.80 และมีกิจกรรมทางกายเพียงพอ ร้อยละ 19.30 เท่านั้น
กลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์ อายุ 15-49 ปี มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในการเตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์เพียงพอร้อยละ 87.38 โดยทราบปัญหาด้านสุขภาพจิต/จิตเวช ผู้ที่ใช้สารเสพติด ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ จะส่งผลกระทบต่อทารกหากเกิดการตั้งครรภ์ ร้อยละ 93.80 แต่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับผู้ที่ติดเชื้อ HIV และซิฟิลิส กับการมีบุตรได้ เพียงร้อยละ 8.20 ซึ่งกลุ่มนี้หากได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องตามมาตรฐานทางการแพทย์ โอกาสมีบุตรที่ปลอดภัยและไม่ติดเชื้อสูงมาก สิ่งสำคัญคือ ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ การฝากครรภ์เร็ว พบแพทย์ตามนัด และรับประทานยาอย่างเคร่งครัด
ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุ มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอร้อยละ 87.45 โดยมีความรอบรู้ด้านการค้นหาคำตอบได้ ด้วยตนเอง เมื่อมีอาการอ่อนแรง เหนื่อยง่าย การทรงตัวไม่ดี การหกล้ม เพียงร้อยละ 82.40 ทั้งนี้ จากผลการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพคนไทย พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และพฤติกรรมสุขภาพบางประเด็นยังไม่เหมาะสม การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพแต่ละกลุ่มวัย จำเป็นต้องการมุ่งเป้าให้ตรงประเด็น การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ดีนั้นอาจจะยังไม่เพียงพอ จะต้องนำเอาความรู้ที่มีไปใช้เพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์จะช่วยลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตให้คนไทยมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน








