ครม. อนุมัติการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ก่อหนี้ใหม่เพิ่มกว่า 52,000 ล้านบาทไม่เกินกรอบหนี้ 70% ส่งเสริมความก้าวหน้าโครงสร้างพื้นฐาน

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและรับทราบตามที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ เสนอ ดังนี้

1. อนุมัติและรับทราบตามข้อเสนอของคณะกรรมการฯ ตามมติที่ประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ดังนี้

อนุมัติการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 โดยมีการปรับเพิ่มวงเงิน 2 แผน ได้แก่ (1) แผนการก่อหนี้ใหม่ปรับเพิ่ม 52,076.12 ล้านบาท จากเดิม 1,207,306.75 ล้านบาท เป็น 1,259,382.87 ล้านบาท และ (2) แผนการชำระหนี้ ปรับเพิ่ม 30,469.30 ล้านบาท จากเดิม 503,056.95 ล้านบาท เป็น 533,526.25 ล้านบาท และปรับลดวงเงิน 1 แผน ได้แก่ แผนการบริหารหนี้เดิม ปรับลด 232,484.05 ล้านบาท จากเดิม 1,876,915.14 ล้านบาท เป็น 1,644,431.09 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

หน่วย : ล้านบาท

รายการวงเงินเดิม ตามมติคณะรัฐมนตรี (30 กันยายน 2568)วงเงิน ปรับปรุงในครั้งนี้การเปลี่ยนแปลง เพิ่ม/(ลด)
1. แผนการก่อหนี้ใหม่1,207,306.751,259,382.8752,076.12
    1.1 รัฐบาล1,116,482.531,157,761.9941,279.46
    1.2 รัฐวิสาหกิจ89,952.88100,749,5410,796.66
    1.3 หน่วยงานอื่นของรัฐ871.34871.340.00
2. แผนการบริหารหนี้เดิม1,876,915.141,644,431.09(232,484.05)
    2.1 รัฐบาล1,735,567.861,526,300.81(209,267.05)
    2.2 รัฐวิสาหกิจ139,474.28116,257.28(23,217.00)
    2.3 หน่วยงานอื่นของรัฐ1,873.001,873.000.00
3. แผนการชำระหนี้503,056.95533,526.2530,469.30
    3.1 แผนการชำระหนี้ของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568421,864.43421,864.430.00
    3.2 แผนการชำระหนี้จากแหล่งเงินอื่น ๆ81,192.52111,661.8230,469.30

การปรับปรุงแผนฯ ในครั้งนี้ มีสาระสำคัญ เช่น (1) เงินกู้ในประเทศปรับเพิ่ม 33,222.66 ล้านบาท เพื่อรองรับความก้าวหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าชานเมือง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จำนวน 8 โครงการ รวมวงเงิน 28,920 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) (2) เงินกู้ต่างประเทศปรับเพิ่ม 18,853.46 ล้านบาท จากการบรรจุโครงการใหม่ในแผนฯ ให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงาน ได้แก่ โครงการสร้างเครื่องกำเนิด*แสงซินโครตรอนระดับพลังงาน 3 GeV (ระดับพลังงานสูงของเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน) และห้องปฏิบัติการวงเงิน 12,359.46 ล้านบาท และโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน วงเงิน 6,494 ล้านบาท (3) การปรับเพิ่มแผนการชำระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จำนวน 35,486 ล้านบาท และ (4) การปรับลดวงเงินการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้รัฐบาลที่ครบกำหนดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 226,972.88 ล้านบาท และการปรับเพิ่มวงเงินบางส่วนสำหรับการบริหารความเสี่ยงหนี้เงินกู้รัฐบาลที่ครบกำหนดในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2573 เพื่อกระจายภาระหนี้และรองรับการออกพันธบัตรรัฐบาลในอนาคต

(*แสงซินโครตอน คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มสูงมาก มีความสว่างสูงกว่าแสงปกติหลายล้านเท่าใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง)

นอกจากนี้การปรับปรุงแผนฯ มีโครงการพัฒนา โครงการ และรายการที่ขอบรรจุเพิ่มเติมและต้องเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี จำนวน 18 โครงการ/รายการ และมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 1 แห่ง ที่มีสัดส่วนความสามารถในการหารายได้เทียบกับภาระหนี้ของกิจการ (Debt Service Coverage Ratio : DSCR) ต่ำกว่า 1 เท่า ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) (0.48 เท่า) ที่ต้องเสนอขออนุมัติการกู้เงินต่อคณะรัฐมนตรีและมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 19 แห่ง ที่ต้องขออนุมัติการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจเพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาและการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ต่อคณะรัฐมนตรี โดยให้ รฟท. รับความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ ไปดำเนินการ รวมทั้งเห็นควรให้หน่วยงานที่บรรจุกรอบวงเงินกู้ภายใต้แผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ปรับปรุงครั้งที่ 1 เร่งรัดการดำเนินการตามแผนฯ ดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ คาดการณ์ว่า ระดับประมาณการหนี้สาธารณะคงค้างต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ภายหลังการปรับปรุงแผนฯ จะอยู่ที่ร้อยละ 68.48 (กรอบไม่เกินร้อยละ 70) และยังอยู่ภายในกรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

2. อนุมัติการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อการก่อหนี้ใหม่ การกู้มาและการนำไปให้กู้ต่อ การกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และการค้ำประกันเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2541 มาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่สอง พ.ศ. 2545 และมาตรา 8 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 รวมทั้งขออนุมัติการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจเพื่อลงทุนในโครงการ พัฒนา และการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ภายใต้กรอบวงเงินของการปรับปรุงแผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 และให้กระทรวงการคลัง เป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่างๆ ของการกู้เงิน การค้ำประกันและการบริหารความเสี่ยงในแต่ละครั้งได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ทั้งนี้ หากรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการกู้เงินได้เองก็ให้สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมและจำเป็นของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ

ทั้งนี้กระทรวงการคลัง พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้ไม่เข้าข่ายตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เนื่องจากโครงการและรายการที่บรรจุในการปรับปรุงแผนฯ ดังกล่าว คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้ดำเนินการและกำหนดแหล่งเงินไว้ชัดเจนแล้ว อีกทั้งวงเงินที่เสนอไม่เกินกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ ประกอบกับกระทรวงคมนาคม สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ (สงป.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง/เห็นควรอนุมัติและรับทราบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ โดยมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ เช่น สำนักงบประมาณ เห็นว่ากระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำกับ ติดตาม และเร่งรัดหน่วยงานเจ้าของโครงการดำเนินการและเบิกจ่ายเงินกู้ให้สอดคล้องและบรรลุวัตถุประสงค์ตามแผนที่กำหนดไว้ และธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นว่าควรมีการพิจารณาการระดมทุนให้อยู่ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ควบคู่กับการติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการ และเร่งรัดให้เกิดการลงทุนดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้มิได้เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปสามารถพิจารณาอนุมัติ เห็นชอบ และรับทราบได้ตามที่เห็นสมควร

โดยที่เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามข้อ 15 ของระเบียบคณะกรรมการฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้กรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะระหว่างปี ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะพิจารณาความเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยกรณีไม่เกินกรอบวงเงินที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการฯ และรายงานคณะรัฐมนตรีทราบ และกรณีเกินกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี หรือกรณีโครงการพัฒนาหรือโครงการที่ไม่ได้บรรจุไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ให้เสนอคณะกรรมการฯ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ จึงเข้าข่ายเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

ข่าวที่เกี่ยวข้อง