กรมควบคุมโรค (OICDDC) จัดการประชุมความร่วมมือด้านสาธารณสุข ณ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ร่วมกับผู้แทนจาก กรมควบคุมพยาธิติดต่อ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพื่อจัดทำแผนความร่วมมือระยะ 3 ปี (ค.ศ. 2028–2030) ภายใต้ยุทธศาสตร์ 6 ด้าน เสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพบริเวณชายแดน
นายแพทย์นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ไทยและ สปป.ลาว มีความร่วมมือด้านสาธารณสุขอย่างแน่นแฟ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 การประชุมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการทบทวนและปรับปรุงแนวทางความร่วมมือให้สอดคล้องกับสถานการณ์โรคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนของทั้งสองประเทศ
ด้าน Dr. Phoupasong Somphou รองอธิบดีกรมควบคุมพยาธิติดต่อ สปป.ลาว กล่าวขอบคุณฝ่ายไทยที่สนับสนุนเครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีการรักษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันเดินหน้าความร่วมมืออีก 3–5 ปีข้างหน้า เพื่อยกระดับงานสาธารณสุขร่วมกัน
แพทย์หญิงสุชาดา เจียมศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศ (OICDDC) ระบุว่า ผลสำเร็จช่วงปี 2565–2568 ได้แก่ การพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยวัณโรคและ HIV สำหรับแรงงานข้ามชาติ การจัดตั้งกลไก Border Health SRRT เพื่อเตือนภัยล่วงหน้า และตั้งจุดตรวจควบคุมโรคสากลแห่งใหม่ที่บ้านโคกไพ จังหวัดเลย การซ้อมแผนบนโต๊ะ (Tabletop Exercise) รองรับ “Disease X” ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ และเหตุสารเคมีรั่วไหล รวมถึงการฝึกอบรมทักษะระบาดวิทยาและกีฏวิทยาแก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
สัตวแพทย์หญิง ดร.ดาริกา กิ่งเนตร ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค ระบุว่า ปัจจุบันโรคติดต่ออุบัติใหม่กว่าร้อยละ 70 มีต้นกำเนิดจากสัตว์สู่คน จึงจำเป็นต้องใช้แนวทาง “การทูตสาธารณสุข” (Border Health Diplomacy) บนพื้นฐานความไว้วางใจและการแบ่งปันข้อมูล
สำหรับแผนระยะ 3 ปีข้างหน้า จะมุ่งเน้นยุทธศาสตร์ 6 ด้าน ได้แก่ 1. เสริมสร้างระบบบริการสุขภาพ 2. เฝ้าระวังโรคติดต่อและโรคอุบัติใหม่ 3. ป้องกันและควบคุมโรค 4. พัฒนาศักยภาพบุคลากร 5. ตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข และ 6. ความร่วมมือสาธารณสุขระหว่างประเทศ พร้อมส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชากรข้ามชาติและยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพในพื้นที่ชายแดน
การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหลายแขวงของ สปป.ลาว และหน่วยงานสาธารณสุขไทยในจังหวัดชายแดนภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง รวมถึงหน่วยงานส่วนกลางจาก กรมอนามัย และ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อบูรณาการความร่วมมืออย่างรอบด้าน








