นายกฯ – ศุภจี หารือทูตจีน เร่งส่งออกข้าวไปจีน ตามกรอบ 5 แสนตัน พาณิชย์ร่วมมือ UAE เดินหน้าส่งเสริมการค้าด้านอาหาร เร่งแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะ เข้าหารือตามคำเชิญของ นายจาง เจี้ยนเว่ย์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณฝ่ายจีนที่ให้การสนับสนุนการนำเข้าข้าวจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยประมาณวันละ 30,000 คน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายได้หารือความคืบหน้าความร่วมมือด้านการค้า โดยเฉพาะการส่งออกข้าวไทยไปยังจีน ภายใต้กรอบความร่วมมือจำนวน 500,000 ตัน ซึ่งมีกำหนดส่งมอบล็อตแรกภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ปริมาณ 40,000 ตัน โดยฝ่ายจีนแสดงความตั้งใจที่จะเร่งรัดการสั่งซื้อเพิ่มเติม เพื่อให้ครบตามเป้าหมายภายในปี 2569 พร้อมย้ำความพร้อมในการเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าส่งออกของไทย

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจและการลงทุน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการกำกับดูแลนักธุรกิจและนักลงทุนที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ฝ่ายจีนยืนยันไม่สนับสนุนการกระทำดังกล่าว และพร้อมให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการบริหารจัดการและบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน ฝ่ายจีนยังสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งมีแนวโน้มที่บริษัทชั้นนำของจีนจะขยายการลงทุนมายังประเทศไทย คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่าหมื่นล้านบาท พร้อมทั้งสร้างการจ้างงานและเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมของไทย

พร้อมกันนี้ ฝ่ายจีนย้ำจุดยืนของรัฐบาลจีนว่าไม่สนับสนุนสินค้าด้อยคุณภาพหรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และพร้อมประสานความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการกำกับดูแลกระบวนการศุลกากรและการนำเข้าให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น และได้ระบุถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งถือเป็นโครงการยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค และแสดงความพร้อมที่จะผลักดันความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

ในการหารือ ฝ่ายจีนได้กล่าวชื่นชมบทบาทของนายกรัฐมนตรีไทยในฐานะผู้นำที่สามารถแสดงผลงานเป็นที่ประจักษ์ภายในเวลาอันสั้น มีความตรงไปตรงมา จริงจังต่อการปฏิบัติหน้าที่ และมีความเป็นกันเอง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ในการกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีนในทุกมิติ จากสถานการณ์สงครามทางการค้า จีนพร้อม ที่จะเป็นตลาดสำคัญในการนำเข้าสินค้าจากไทย

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนกับประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้พบกับ นายอุบัยด์ ซาอีด อุบัยด์ บินฏอริช อัลฎอฮิรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประจำประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับ UAE และการยืนยันความตั้งใจที่จะสรุปการเจรจา FTA ระหว่างสองฝ่าย

นางศุภจี กล่าวว่า จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และโรคระบาด ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในด้านต่าง ๆ ผนวกกับการที่ UAE เป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารเป็นหลัก ไทยจึงพร้อมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวของ UAE ด้วยสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล รวมถึงการเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลของเอเชียด้วย ซึ่งได้เสนอแนวคิดความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Model) ที่จะไม่ใช่เป็นเพียงการส่งเสริมการค้าขายสินค้าอาหารระหว่างกัน แต่อาจรวมถึงการจัดทำกลไกสำรองสินค้า การจัดหาสินค้าในภาวะฉุกเฉินและเร่งด่วน และการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนสองฝ่าย

ทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงประโยชน์อันมหาศาลจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (CEPA) ไทย–UAE ซึ่งมีความคืบหน้าในการเจรจาไปแล้วกว่าร้อยละ 80 และเห็นพ้องกันที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อให้สามารถหาข้อสรุปได้โดยเร็ว โดยพร้อมที่จะหารือกับทุกภาคส่วน เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น สร้างความเข้าใจ และขับเคลื่อนการเจรจาต่อไปบนพื้นฐานที่ไทยจะได้ประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายยังตระหนักถึงโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือในหลากหลายสาขา ซึ่งนอกเหนือจากความร่วมมือด้านอาหารแล้ว ยังมีสาขาอื่น ๆ อาทิ การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ภาคบริการ การส่งเสริม MSMEs (Micro, Small and Medium Enterprises หรือ ธุรกิจขนาดย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง) และได้เชิญชวนเอกชน UAE เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย เช่น งาน Bangkok Gems & Jewelry งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX–Anuga Asia และงานแสดงสินค้านานาชาติที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการจัดเลี้ยง THAIFEX – HOREC ASIA รวมทั้งเสนอให้มีความร่วมมือเพื่อส่งเสริมสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยใน UAE เนื่องจากทราบว่าผู้ค้าใน UAE มีความชื่นชอบในอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 2 ของไทยไป UAE ด้วย

อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ยังเร่งแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่ง​นางศุภจี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอย่างใกล้ชิด และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน ที่ผ่านมาได้ออกมาตรการช่วยเหลือที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ เพื่อพยุงราคามะพร้าวน้ำหอมให้ดีขึ้น ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ดังนี้

ด้านตลาดในประเทศ กรมการค้าภายใน ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็น (1) ช่วงราคาตกต่ำรอบแรกใช้มาตรการดูดซับผลผลิตอย่างต่อเนื่อง รวม 830,000 ลูก (ก.ค. – ก.ย. 68) ทั้งการเปิดจุดรับซื้อราคานำตลาดใน อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี และเปิดจุดจำหน่าย รวมทั้งกิจกรรม Pre-Order และกิจกรรม CSR ร่วมกับภาคเอกชนรายใหญ่และหน่วยงานราชการ (2) ช่วงราคาตกต่ำรอบที่ 2 ดูดซับผลผลิตรวม 460,000 ลูก (พ.ย. – ธ.ค. 68) ผ่านการเชื่อมโยงกลไกพาณิชย์จังหวัดต้นทาง – ปลายทาง สั่งซื้อผ่าน App MOC GO การเชื่อมโยงมะพร้าวจากเกษตรกรเข้าปั้มน้ำมัน (PT Susco PTT บางจาก) ในเขต กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เพื่อแจกมะพร้าวแทนน้ำดื่ม รวมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และรณรงค์เพิ่มการบริโภค ผ่านรายการ MasterChef Thailand Season 7 และ (3) ช่วงราคาตกต่ำรอบที่ 3 ตั้งเป้าบริหารจัดการ 1 ล้านลูก (ปลาย ม.ค. 69 – ปัจจุบัน) ผ่านการเปิดจุดรับซื้อจากเกษตรกรในราคานำตลาดในแหล่งผลิตสำคัญ 4 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และสงขลา เปิดจุดจำหน่ายมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล และในงานธงฟ้า เร่งนำผู้ประกอบการห้าง Modern Trade ตลาดกลางและตลาดสด เข้ารับซื้อมะพร้าวเพื่อนำไปจำหน่ายผ่านห้างและตลาดทั่วประเทศ รวมทั้งประสานกับบริษัทเอกชนเข้ามารับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรผ่านกิจกรรม CSR

– ด้านตลาดส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะผลักดันการส่งออกสินค้ามะพร้าวน้ำหอมไทยไปยังตลาดอื่น ๆ นอกเหนือจากจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก อาทิ ตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา โดยมีแผนงาน ส่งเสริมสินค้ามะพร้าวน้ำหอมในกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งปี ซึ่งเร็วๆ นี้ จะมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สดแปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ (ปีที่ 7) ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท โดยทูตพาณิชย์ได้เชิญผู้นำเข้าจากทั่วโลกเข้าร่วมเจรจาการค้าทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ เบื้องต้นมีผู้ส่งออกเข้าร่วม 101 บริษัท โดยเป็นผู้ส่งออกมะพร้าวถึง 38 บริษัท

– ด้านการนำเข้า มีการกำกับดูแลควบคุมการนำเข้ามะพร้าว (ทั้งมะพร้าวผลแก่และมะพร้าวอ่อน) เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ โดยกำหนดมาตรการบริหารการนำเข้าตามมติคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ได้แก่ มาตรการนำเข้าตามความตกลงภายใต้ WTO และมาตรการนำเข้าตามความตกลง AFTA และยังมีมาตรการกำหนดด่านนำเข้า โดยการนำเข้ามะพร้าวทุกกรอบความตกลง สามารถนำเข้าได้เพียง 2 ด่าน คือ ด่านสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ และด่านสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้ามะพร้าวผิดกฎหมาย ทั้งนี้ เนื่องจากการนำเข้ามะพร้าวส่วนใหญ่เป็นการนำเข้านอกโควตา WTO ที่ไม่จำกัดปริมาณ และช่วงเวลานำเข้า กรมการค้าต่างประเทศ จึงมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมการนำเข้ามะพร้าวในช่วงผลผลิตในประเทศออกสู่ตลาดมาก ได้แก่ (1) ขอความร่วมมือโรงงานแปรรูปมะพร้าวชะลอการนำเข้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ และให้รับซื้อผลผลิตมะพร้าวจากเกษตรกรในประเทศในราคาที่เหมาะสม และ (2) ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 ได้ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการทำหนังสือชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการนำเข้า และต้องรับซื้อผลผลิตมะพร้าวจากเกษตรกรในราคาที่เหมาะสม ก่อนการอนุญาตนำเข้ามะพร้าวในกรอบ WTO นอกโควตา

สำหรับประเด็นการตรวจสอบกิจการล้งมะพร้าว ที่อาจเข้าข่ายนอมินีและฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ จังหวัดราชบุรี 2 ครั้ง ได้ตรวจสอบล้งมะพร้าว 3 แห่ง และบริษัทที่อาจมีลักษณะเข้าข่ายนอมินี 4 แห่ง รวมทั้งตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น ไม่ถึงร้อยละ 50 (ยังคงมีสถานะเป็นไทย) 217 บริษัท ของ จังหวัดราชบุรี และตรวจสอบการถือครองที่ดิน ตั้งแต่ 5 ไร่ขึ้นไปในจังหวัดราชบุรีและสมุทรสาคร ทั้งนี้ พบว่ามีบริษัทที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้น 3 ราย ถือครองที่ดินจำนวน 3 แปลง ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อไป และมีกำหนดลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพื่อตรวจสอบกลุ่มทุนต่างชาติที่ผลิตมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยจะดำเนินการอย่างเข้มข้นและเด็ดขาด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร และคุ้มครองระบบเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน

อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับมะพร้าวน้ำหอมที่เป็นสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนสู่สินค้าเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง ผ่านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้ผลักดันและสนับสนุนเกษตรกร รวมถึงผู้ประกอบการสินค้า GI ขยายช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดที่หลากหลายอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีมะพร้าวน้ำหอมขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI แล้ว รวม 4 สินค้า ได้แก่ 1. มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี 2. มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว 3. มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า และ 4. มะพร้าวน้ำหอมสามพราน ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 “มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี” ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรปแล้ว ซึ่งจะช่วยขยายตลาดส่งออก ยกระดับคุณภาพมะพร้าวน้ำหอมไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ สร้างโอกาสทางการค้าใหม่ได้ในระยะยาว และยังได้เตรียมมาตรการดูแลสินค้ามะพร้าวน้ำหอมอีกหลายมาตรการ โดยมีแผนงานส่งเสริมสินค้ามะพร้าวน้ำหอมในกิจกรรมต่างๆ ตลอดปี เพื่อให้ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมส่วนเกินมีตลาดรองรับอย่างชัดเจน ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังด้านราคาของมะพร้าวน้ำหอม รวมถึงสินค้าเกษตรอื่นๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง