นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวในการประชุมอาสาสมัครท้องถิ่น อสมส. ในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมเขตภาคเหนือตอนบน ที่จังหวัดเชียงใหม่ ว่า จากการสำรวจโบราณสถานของไทยพบว่ามีไม่ต่ำกว่า 7,000 แห่ง ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 1,000 แห่ง จึงไม่สามารถที่จะดูแลอย่างทั่วถึงได้ อีกทั้งยังมีความจำกัดด้านงบประมาณ จึงต้องประเมินการบูรณะซ่อมแซมตามลำดับและร่วมกับวัดซึ่งเป็นเจ้าของโบราณสถาน ช่วยบูรณะทำนุบำรุงโบราณสถาน ให้มีความงดงาม กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด สร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่น
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางจัดสรรงบประมาณอุดหนุนการบูรณะวัดต่างๆ โดยวัดที่มีศักยภาพจะช่วยสมทบงบอุดหนุนในการบูรณะร้อยละ 25 เพื่อให้การดำเนินงานรวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้น สิ่งสำคัญคือชุมชนและคนท้องถิ่น ที่เป็นเจ้าของโบราณสถานโดยเฉพาะ อสมส. ซึ่งมีการก่อตั้งมามากกว่า 40 ปีมีอยู่ทุกจังหวัด ซึ่งทำงานโดยไม่มีเงินค่าตอบแทน แต่ยังมีการสืบทอดกันรุ่นสู่รุ่นมาในการร่วมมือดูแล เฝ้าระวัง ป้องกันโบราณสถาน จากเหตุภัยพิบัติต่างๆ และแจ้งเหตุมายังสำนักศิลปากรในพื้นที่ หรือกรมศิลปากร ทำให้สามารถทำให้เข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาโบราณสถานของไทย ได้รับผลกระทบเสียหายอย่างหนัก จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา อาทิ กลุ่มปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย ทำให้รู้ว่าคนไทยรักชาติ รักแผ่นดิน และรักโบราณสถานมากขึ้น นอกจากนี้ กรมศิลปากร จะนำการแสดงโขนที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมมาจัดแสดงในโบราณสถานต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้เข้ามาชมโบราณสถานมากขึ้น ทั้งนี้ คาดว่า หากสามารถขึ้นทะเบียนเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลกสำเร็จ จะเพิ่มคุณค่า เพิ่มความเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวยิ่งขึ้น จึงขอความร่วมมือ อสมส. ช่วยดูแลโบราณสถานในการแจ้งข่าวหากพบความเสียหายเพื่อให้กรมศิลปากรเข้าไปบูรณะโดยเร็ว








