นายกฯ สั่งทุกหน่วยงานรับมือผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลาง ประชุม สมช. 2 มี.ค. 69 กำหนดมาตรการช่วยคนไทยกลับประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางมีแนวโน้มที่จะขยายวงกว้างขึ้น รัฐบาลไทยถือว่าความปลอดภัยของประชาชนชาวไทยที่อยู่ในประเทศกลุ่มเสี่ยงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่กำลังพำนักอยู่ในประเทศอิหร่านและอิสราเอล รัฐบาลจะเร่งดำเนินการทุกวิถีทางที่จะทำให้ปลอดภัยและได้เดินทางกลับสู่มาตุภูมิโดยเร็วที่สุด ซึ่งได้ประสานงานและหารืออย่างใกล้ชิดกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ เพื่อเตรียมอากาศยานไปรับคนไทยที่ติดอยู่ในประเทศอิหร่านให้ออกมาก่อนเป็นลำดับแรก ซึ่งนายสีหศักดิ์ ได้สั่งการให้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ และจัดเตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่คนไทยอย่างเต็มที่

นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง ว่า ได้ประสานกับกองทัพอากาศและหารือกับผู้บัญชาการทหารอากาศ เพื่อเตรียมพร้อมอากาศยานที่จะใช้รองรับคนไทย โดยเฉพาะที่ประเทศอิหร่านว่าจะหาช่องทางให้ประชาชนเดินทางกลับมาได้อย่างไร ซึ่งเรื่องอากาศยานไม่น่ามีปัญหา แต่การใช้อากาศยานของกองทัพอากาศ อาจจะต้องแวะเติมน้ำมันหลายที่จึงพิจารณาช่องทางอื่นเช่นการเช่าเหมาลำ เพื่อให้สามารถนำประชาชนกลับมาได้เร็วที่สุด ฉะนั้นตอนนี้จะต้องตรวจสอบน่านฟ้า เนื่องจากมีการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่ทำให้ต้องมีการอพยพคนไทยไปยังประเทศที่สาม และหาวิธีการรับตัวกลับมา

ส่วนการเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบได้จับตาสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ทุกหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการคลัง เตรียมความพร้อมในการให้การช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ในประเทศที่มีปัญหา โดยวันที่ 2 มีนาคม 2569 ได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกำหนดมาตรการในการให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกต่างๆให้เร็วที่สุด ไม่ต้องกังวลเรื่องการอพยพ ขณะนี้จะต้องเร่งประสานงานให้ได้จำนวนคนไทยให้ครบ หรือมากที่สุดก่อน และประสานงานให้ไปรับในจุดที่ปลอดภัย

สำหรับประเทศไทยจะต้องวางตัวเป็นกลางให้มากที่สุด แต่ต้องมีความห่วงใยในสถานการณ์ เพราะเรามีคนไทยอยู่ในประเทศนั้นด้วย  ขอวิงวอนทุกฝ่ายให้ความสำคัญเรื่องการเจรจาทางการทูต การพูดคุยการสร้างความเข้าใจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราต้องการให้โลกของเราเกิดสันติภาพให้เร็วที่สุด ส่วนผลกระทบในมิติเศรษฐกิจ จะเกิดขึ้นแน่นอน จึงต้องมีมาตรการลดผลกระทบ ทั้งการช่วยเหลือ ประคับประคอง ลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน รวมทั้งราคาพลังงานต่างๆ โดยได้สั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หามาตรการเหล่านี้มารองรับ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องนำมาตรการมาใช้เพื่อให้เกิดผลต่อประชาชนคนไทยให้ได้มากที่สุด

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (War Room) ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงฯ และสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาค เพื่อรับทราบพัฒนาการและความคืบหน้าในการดูแลและช่วยเหลือคนไทยในแต่ละประเทศ ที่ประชุมรับทราบว่า ปัจจุบัน มีคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางรวมประมาณ 110,000 คน และในภาพรวม ยังไม่มีรายงานว่า มีคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบรุนแรง ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาคได้มีประกาศแจ้งเตือนคนไทยให้ติดตามข้อมูลข่าวสารและประกาศทางการจากรัฐบาลของประเทศนั้นๆ แนวปฏิบัติต่างๆ ของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ ตลอดจนคำแนะนำให้คนไทยที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง เร่งเดินทางออกจากพื้นที่หรืออาจพิจารณาเดินทางไปพักอาศัยยังสถานที่หลบภัยในพื้นที่ อีกทั้งยังได้เตรียมความพร้อมในส่วนของแผนอพยพคนไทย

ขณะนี้ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเปิดให้คนไทยลงทะเบียนแจ้งความประสงค์จะเดินทางกลับไทย โดยมีคนไทยในอิหร่านจำนวน 29 คน แสดงความประสงค์ที่จะเดินทางกลับ ส่วนคนไทยในอิสราเอลแจ้งความประสงค์ที่จะเดินทางกลับไม่เกิน 20 คน ทั้งยังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศเจ้าบ้านเพื่อช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกการอพยพคนไทยออกนอกประเทศหากมีความจำเป็น ทั้งนี้จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประเมินผลกระทบ และเตรียมแผนรองรับที่เหมาะสมตามพัฒนาการของสถานการณ์ต่อไป

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room) วิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย สรุปผลเบื้องต้นได้ ดังนี้

1. ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต (Energy & Cost Channel) กระทรวงการคลังคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจมีความผันผวน และปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่ง ประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน สามารถรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้

2. ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Channel) อาจทำให้ต้นทุนการนำเข้า–ส่งออกเพิ่มขึ้น กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

3. ผลกระทบด้านภาคการท่องเที่ยว (Tourism Channel) ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

4. ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Channel) ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน อาจกดดันต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด

5. ผลกระทบด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน (Financial Market Channel) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงค่าเงินบาทอาจจะมีความผันผวนและอ่อนค่าลงในระยะสั้น กระทรวงการคลัง ได้ประสานงานให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้เครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่เหมาะสม และสามารถปรับใช้ได้ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและเสถียรภาพให้ตลาดการเงินไทย

6. ผลกระทบด้านแรงงาน (Labour Channel) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมความพร้อมด้านการคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ และติดต่อประสานงานกับแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด

นายเอกนิติ ย้ำว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่งเพียงพอ ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์บริหารได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะยังต่ำกว่ากรอบวินัยการคลัง และระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง โดยมีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองรองรับความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่เข้มแข็ง

สำหรับผลกระทบด้านพลังงานเชื้อเพลิง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุช  จึงได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์และให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบและเตรียมแผนและมาตรการรองรับทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและด้านราคา รวมทั้งเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้ออกตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำรอง ณ สถานที่เก็บทั่วประเทศเป็นระยะๆ โดยเมื่อวันที่ 13 และ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีการตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบ ตามลำดับ อีกทั้งยังสั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จัดทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รวมทั้งเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติออกไปก่อนเพื่อลดผลกระทบในช่วงนี้ และในส่วนของไฟฟ้า ได้สั่งการให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเต็มกำลังการผลิต รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และขอความร่วมมือให้ใช้พลังงานอย่างประหยัด

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์แบบวันต่อวัน โดยมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก รายงานสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และมาตรการของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งติดตามการเปลี่ยนแปลงเส้นทางขนส่ง การประกันภัยทางทะเล ต้นทุนโลจิสติกส์ และพฤติกรรมการสั่งซื้อของผู้นำเข้า นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างจัดทำการประเมินผลกระทบเชิงลึกเป็นรายสินค้า เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในแต่ละอุตสาหกรรม และเตรียมแนวทางกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม อาทิ เอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ทั้งนี้ จะจัดประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ เพื่อรับฟังปัญหาและกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเหมาะสม รวมทั้งประสานกับสถาบันการเงินของรัฐในการเตรียมเครื่องมือทางการเงินรองรับกรณีที่ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก

ส่วนการเตรียมพร้อมรับคนไทยกลับประเทศ พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ สั่งการให้กองทัพอากาศ เตรียมแผนอพยพคนไทย จากอิหร่าน หากได้รับสั่งการ โดยเตรียมเครื่องบิน Airbus 319 Airbus 320 และ C-130  ส่วนเส้นทางการบินสู่ประเทศอิหร่าน เตรียมไว้ 2 แผน คือ

1. (เส้นทางหลัก) บินจากสนามบินดอนเมือง แวะเติมน้ำมันที่สนามบินอินทิรา (อินเดีย) ก่อนมุ่งหน้าสู่สนามบินอิหม่ามโคมัยนี (เตหะราน) ประเทศอิหร่าน โดยใช้เวลาบินรวมแต่ละช่วงประมาณ 6-7 ชั่วโมง

2. (เส้นทางสํารอง) ในกรณีที่ไม่สามารถบินเข้าเขตน่านฟ้าอิหร่านหรือลงจอดที่เตหะรานได้ ได้เตรียมแผนเลี่ยงไปลงจอดที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือประเทศตุรกี เพื่อเป็นจุดรวมพลอพยพคนไทยแทน

ขณะที่นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ได้สั่งการตั้งศูนย์วอร์รูมติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง เพื่อเกาะติดสถานการณ์ พร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง สถานการณ์ขณะนี้ คือ กำชับ สั่งการให้ฝ่ายแรงงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีแรงงานได้รับผลกระทบ พร้อมให้การช่วยเหลือเคลื่อนย้ายแรงงานไทยไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ส่วนของการจัดส่งแรงงานไปทำงาน ในเบื้องต้นได้ประสานหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับการชะลอการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงแรงงานว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันที่จะชะลอการจัดส่งแรงงานไทย โดยจะมีการหารือกันอย่างเป็นทางการต่อไป

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้จัดทำแผนดูแลด้านสุขภาพกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศไว้แล้ว โดยจะมีการประสานสถานทูต กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย ประเมินระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ เพื่อพิจารณารูปแบบการช่วยเหลือ ภายใต้ 3 กรอบภารกิจคือ ประสานการดูแลระหว่างประเทศ รวมถึงระบบ Telemedicine, ดูแลผู้เดินทางกลับประเทศในมิติทางกาย สุขภาพจิต และโรคติดต่อ รวมถึงจัดให้มีโรงพยาบาลรับส่งต่อ ทั้งทางกายและสุขภาพจิต ทั้งนี้ได้เตรียมพร้อมใช้แนวทางที่เคยดำเนินการเมื่อปี 2566 คือ 1. คัดกรองสุขภาพทางกาย โดยกรมการแพทย์ดูแลสนามบินดอนเมือง และ บน.6 ดอนเมือง (กองทัพอากาศ) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ดูแลสนามบินสุวรรณภูมิ  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยองดูแลสนามบินอู่ตะเภา 2. คัดกรองโรค โดยกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ดูแล 3 สนามบิน และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ดูแลสนามบินอู่ตะเภา 3. คัดกรองสุขภาพจิต โดยกรมสุขภาพจิตดูแลใน 3 สนามบิน ศูนย์สุขภาพจิตที่ 6 ดูแลสนามบินอู่ตะเภา 4. โรงพยาบาลรับส่งต่อโดยสถานพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์และกรมสุขภาพจิต และ 5. การดูแลสุขภาพต่อเนื่อง โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลตามภูมิลำเนา

ขณะที่ พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยบุคคล สถานที่สำคัญ และสถานที่ราชการ โดยประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ เหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างใกล้ชิด ติดตามสถานการณ์ และสืบสวนหาข่าวคนต่างด้าวที่อาจก่อเหตุ หรือกระทำความผิดกฎหมายที่จะส่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์หรือผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะประเทศเฝ้าระวัง และเพิ่มความเข้มในการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตามช่องทางเข้าออกตามแนวชายแดน ช่องทางธรรมชาติ ท่าข้ามต่าง ๆ เตรียมมาตรการรองรับ ณ ท่าอากาศยาน ในกรณีมีการเดินทางรับคนไทยกลับเข้าประเทศ จัดเตรียมแผนเผชิญเหตุและมาตรการรองรับความแออัดในพื้นที่ท่าอากาศยานในกรณีฉุกเฉิน

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) รวบรวม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ โดยได้จัดทำการประเมินสถานการณ์ออกเป็น 2 สถานการณ์จำลอง เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง ครอบคลุมการบริหารจัดการสื่อสาร การดูแลนักท่องเที่ยว และการฟื้นฟูตลาดเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย จากการติดตามเบื้องต้น พบว่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และกระบี่ ได้รับแจ้งยกเลิกเที่ยวบินจากสายการบินระหว่างประเทศที่มีเส้นทางบินไปยังหรือเชื่อมต่อผ่านภูมิภาคตะวันออกกลาง รวม 59 เที่ยวบิน ส่งผลให้การเดินทางเข้า–ออกภูมิภาคดังกล่าวหยุดชะงัก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดตะวันออกกลางอยู่ในช่วงเทศกาลถือศีลอด (รอมฎอน) ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงที่การเดินทางชะลอตัวอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังสั่งการให้ด้านตลาดในประเทศประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกพื้นที่ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้าง พร้อมทั้งเตรียมแผนกระตุ้นตลาดภายในประเทศและตลาดศักยภาพอื่น ๆ เพื่อรองรับและทดแทนตลาดที่ได้รับผลกระทบ โดยทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย ททท. จะเร่งดำเนินมาตรการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเดินหน้าดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับเข้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นระบบ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง