นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า วันมาฆบูชา ซึ่งปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนจะร่วมทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ฟังธรรม และเวียนเทียน โดย “ข้าว” เป็นหนึ่งในของถวายที่นิยมใส่บาตร ควบคู่กับอาหารอื่น สะท้อนความผูกพันกับวิถีชีวิตไทยมาอย่างยาวนาน
ทั้งนี้ ข้าวเป็นอาหารหลักที่อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต ให้พลังงาน มีวิตามินบีช่วยป้องกันโรคเหน็บชา มีแร่ธาตุสำคัญต่อกระดูกและฟัน รวมถึงมีใยอาหารช่วยส่งเสริมระบบขับถ่าย การเลือกถวายข้าวที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
ด้านนางรัชนี จันทร์เกษ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย แต่ละส่วนของข้าวมีสรรพคุณแตกต่างกัน อาทิ นมข้าวและรวงข้าว ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง น้ำข้าวใช้บำรุงร่างกาย แก้ตาฝ้าฟาง ข้าวสารช่วยบำรุงร่างกาย แก้ตาฟาง แก้เหน็บชา หรือแช่น้ำตำเป็นแป้งพอก ส่วนน้ำซาวข้าวใช้เป็นน้ำกระสายยา ถอนพิษ แก้ไข้ แก้ร้อนใน ช่วยเสริมการออกฤทธิ์ของยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ภูมิปัญญาพื้นบ้านยังนำน้ำซาวข้าวมาใช้ดูแลเส้นผมและผิวพรรณ ซึ่งปัจจุบันได้ต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
สำหรับคุณค่าทางโภชนาการ ข้าวแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน โดยข้าวขาวเป็นแหล่งพลังงาน ย่อยง่าย เหมาะกับผู้สูงอายุหรือผู้มีระบบย่อยอ่อนแอ แต่มีค่าดัชนีน้ำตาลค่อนข้างสูง ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมปริมาณ ข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือมีใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุสูง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เหมาะกับพระสงฆ์หรือประชาชนกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ส่วนข้าวไรซ์เบอร์รี่มีสารแอนโทไซยานินสูง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์
เมนูที่แนะนำ ได้แก่ ข้าวยำสมุนไพร และข้าวพองอบสมุนไพร โดยเน้นเลือกข้าวใหม่ สะอาด ปราศจากสิ่งปนเปื้อน และไม่มีกลิ่นหืน ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับศาสตร์การแพทย์แผนไทยหรือการใช้ยาสมุนไพร สามารถสอบถามได้ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โทรศัพท์ 0 2149 5678








