ตำรวจไซเบอร์เผยคดีหลอกทำงานออนไลน์พุ่งแซงหลอกลงทุน เตือนระวังการนัดพบตามแนวชายแดน พร้อมเดินหน้าสกัดขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปิดเผยถึงสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันว่า สถิติการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการชักชวนให้ทำงานหรือทำกิจกรรมออนไลน์ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจนกลายเป็นรูปแบบการหลอกลวงอันดับหนึ่ง แซงหน้าคดีหลอกลงทุน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีสถิติสูงสุดมาโดยตลอด

โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม 2569 พบว่าคดีหลอกให้ทำกิจกรรมออนไลน์ เช่น การกดไลก์ กดแชร์ หรือทำภารกิจต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ มีจำนวนมากกว่าคดีหลอกลงทุนอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มมิจฉาชีพได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการก่อเหตุ เพื่อเข้าถึงประชาชนในลักษณะใหม่มากขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ Anti Cyber Scam Center ทำหน้าที่ติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรม รวมถึงรูปแบบการกระทำความผิด ซึ่งพบความเชื่อมโยงของเครือข่ายอาชญากรรมจากรูปแบบข้อความและทรานสคริปต์การสนทนาในหลายคดี สะท้อนถึงการดำเนินการในลักษณะเป็นขบวนการ

สำหรับคดีหลอกลงทุน ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ Facebook ซึ่งที่ผ่านมา บริษัท Meta ได้เข้าหารือกับ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช หัวหน้าศูนย์ Anti Cyber Scam Center เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน แม้กฎหมายของสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยจะมีความแตกต่างกัน แต่ Meta Facebook Thailand จะช่วยประสานงานในส่วนหลังบ้าน เพื่อตรวจสอบบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลงทุน รวมถึงบัญชีใน Instagram และโปรแกรมอื่น ๆ ที่ถูกใช้เป็นช่องทางก่อเหตุ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ยังได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเร่งรัดการปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์ โดยจะส่งข้อมูลให้กระทรวงยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อมีคำสั่งปิดเว็บไซต์ พร้อมทั้งอาศัยความร่วมมือจากแพลตฟอร์มต่างประเทศในการดำเนินการ

ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการกองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบพฤติการณ์หลอกลวงว่าจ้างไปทำงาน โดยนัดหมายผู้เสียหายไปยังพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะจังหวัดสระแก้วและจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายแดนประเทศกัมพูชา และสามารถลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติได้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดมาตรการป้องกันในพื้นที่ชายแดน โดยประสานความร่วมมือกับตำรวจภูธร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจตระเวนชายแดน และกองกำลังบูรพา รวมถึงผู้ประกอบการโรงแรมและที่พัก เพื่อเฝ้าระวังและสกัดกั้นการพาคนไทยไปทำงานเป็นสแกมเมอร์

ที่ผ่านมา กลุ่มคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์มักพาคนไทยไปสแกนใบหน้า เปิดบัญชี และรับเงินที่ฝั่งประเทศกัมพูชา แต่ขณะนี้พบว่าบางกลุ่มลักลอบเปิดห้องพักในโรงแรมบริเวณแนวชายแดน เพื่อใช้เป็นสถานที่สแกนใบหน้าแทน เจ้าหน้าที่จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการรีสอร์ตและโรงแรมในพื้นที่ หากพบกลุ่มบุคคลมาเช่าห้องพักในลักษณะต้องสงสัย หรือมีการนำอุปกรณ์จำนวนมากเข้าพื้นที่ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

นอกจากนี้ ยังได้แจ้งเตือนไปยังบริษัทรับแลกเปลี่ยนเงินตรา แม้จะจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากมีบุคคลนำเงินสดมาแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินต่างประเทศ หรือแปลงเป็นสกุลเงินดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย เนื่องจากขบวนการสแกมเมอร์มักใช้ช่องทางดังกล่าวในการฟอกเงิน

เจ้าหน้าที่เตือนให้ผู้ประกอบการเพิ่มความระมัดระวัง หากพบชาวต่างชาติหรือกลุ่มบุคคลนำเงินสดจำนวนมากมาแลกเปลี่ยน ควรตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการตกเป็นเครื่องมือของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ขณะเดียวกันได้ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันการเดินทางไปทำงานเป็นสแกมเมอร์ ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเข้มงวด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง