นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ว่า นายกรัฐมนตรีได้ขอคำแนะนำจากอดีตประธานรัฐสภาถึงการวางตัวในขณะที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลาง ซึ่งได้ให้ความเห็นว่า การวางตัวของนายกรัฐมนตรีและจุดยืนของประเทศไทยมีความเหมาะสม ซึ่งต้องวางตัวเป็นกลาง ขณะนี้ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากเหตุการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีจะเชิญอดีตประธานรัฐสภามาให้คำปรึกษาอีกครั้ง
ในส่วนของการประเมินสถานการณ์นั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่า เหตุการณ์ในปัจจุบันไม่มีใครสามารถประเมินได้ เพราะเหตุการณ์แต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน ซึ่งต้องติดตามต่อไป ทั้งนี้นายวันนอร์ได้ขอให้วางตัวนิ่งๆ และดูว่าจะมีแนวโน้มไปในทิศทางใด ส่วนการระมัดระวังสถานที่สำคัญ เช่น สถานเอกอัครราชทูตของประเทศที่มีข้อพิพาทในประเทศไทยนั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่า ต้องดูแลทุกฝ่าย เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่ต่อต้าน เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องให้เจ้าหน้าที่ไปดูแลความปลอดภัยของสถานทูตต่างๆ ที่มีกรณีพิพาทกันอยู่
ขณะที่ความคืบหน้าคนไทย 200 คน ที่จะรับจากอิหร่านมายังตุรกี นายพิพัฒน์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้หารือไปยังสถานทูตไทยในอิหร่านและรับทราบเบื้องต้นว่า ต้องใช้การเดินทางทางบกไปยังประเทศตุรกี ประมาณ 1,000 กิโลเมตร เพื่อขึ้นเครื่องจากตุรกีกลับประเทศไทย โดยให้ผู้ที่มีความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยตัดสินใจว่ามีความพร้อมหรือไม่ เพราะการเดินทางในระยะ 1,000 กิโลเมตร ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งอาจจะมีด่านจากผู้ที่ประสงค์ดีและไม่ประสงค์ดี ซึ่งไม่สามารถคาดคะเนได้ จึงต้องประเมินสถานการณ์ให้ปลอดภัยที่สุด ก่อนจะเคลื่อนย้ายคนไทย ซึ่งการเดินทางกลับสถานทูตกรุงเตหะรานจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์และแจ้งให้กับกระทรวงการต่างประเทศ และนายกรัฐมนตรีรับทราบต่อไป
สำหรับความพร้อมของอากาศยาน ที่จะใช้ในการนำคนไทยกลับ นายพิพัฒน์ คาดว่าจะใช้เครื่องบินพาณิชย์เหมาลำจากประเทศต้นทาง โดยจะหาเครื่องที่ผ่านน่านฟ้าตุรกีและมีสายการบินอยู่แล้วกลับมายังประเทศไทย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและข้อจำกัดน้อยกว่าเครื่องบินของกองทัพอากาศ








