กระทรวงพาณิชย์ เปิดเวทีจับคู่ธุรกิจ ดึงผู้นำเข้ากว่า 90 บริษัททั่วโลก ร่วมเจรจาสั่งซื้อสินค้าผลไม้ไทย จากผู้ประกอบการโดยตรง

กระทรวงพาณิชย์ เปิดเวทีจับคู่ธุรกิจ ดึงผู้นำเข้ากว่า 90 บริษัททั่วโลก ร่วมเจรจาสั่งซื้อ สินค้าผลไม้ไทย จากผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อหาตลาดล่วงหน้าก่อนถึงฤดูกาล คาดว่า จะสร้างมูลค่าการเจรจาภายในงานไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท 
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นๆ ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เป็นหนึ่งใน มาตรการเชิงรุก บริหารจัดการผลไม้ปี 2569 เพื่อหาช่องทางการระบายผลผลิตผลไม้ที่กำลังจะออกสู่ตลาดส่งออก

โดยปีนี้ มีผู้ประกอบการไทย เข้าร่วมกว่า 100 บริษัท จาก 22 จังหวัดทั่วประเทศ และผู้นำเข้ามากกว่า 90 บริษัท จาก 18 ประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ เช่น จีน  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  ไต้หวัน  ญี่ปุ่น เวียดนาม ฮ่องกง อาร์เจนตินา โปแลนด์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย สาธารณรัฐเช็ก อินโดนีเซีย  เกาหลีใต้  สหรัฐฯ  สหราชอาณาจักร รัสเซีย และเดนมาร์ก ซึ่งมีจำนวนจับคู่เจรจาการค้าทั้งรูปแบบ Onsite และ Online มากกว่า 600 นัดหมาย ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเจรจาการค้ามากกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งภายในงานสามารถลงนามบันทึกตกลงซื้อขาย ระหว่างผู้ส่งออกไทย และผู้นำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จำนวน 10 คู่ รวมปริมาณกว่า 3,000 ตัน ช่วยขยายฐานการส่งออกผลไม้ไทยในระยะยาว แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค 

นางศุภจี  สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ส่งกำลังใจให้คู่ค้าทางธุรกิจ พร้อมย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพผลไม้ไทย  งานนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น กระทรวงพาณิชย์ จะดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถก้าวสู่ตลาดส่งออกได้มากขึ้นและหาโอกาสจากวิกฤต เช่น  “สับปะรดไทย” ในตลาดสหรัฐฯ ภายหลังสหรัฐมีการใช้มาตรา 112 ซึ่งมีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีกว่า 1,000 รายการ และหนึ่งในนั้นคือสับปะรด โดยยังมีระยะเวลาสิทธิประโยชน์ประมาณ 150 วัน จึงเป็นช่วงเวลาทองที่ผู้ประกอบการควรเร่งรุกตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมแปรรูปที่เกี่ยวข้อง

ส่วนแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 เน้นขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Thailand: The Land of Tropical Fruits” ด้วยมาตรการบริหารจัดการผลไม้ระยะเร่งด่วน 3 ด้าน 8 มาตรการ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การขนส่ง และการตลาด มุ่ง “วางรากฐานโครงสร้างใหม่” เพื่อสร้างเสถียรภาพราคา ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และส่งเสริมเกษตรคาร์บอนต่ำ รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ตนจะนำคณะจะลงพื้นที่ด่านเวียดนามและจีน ติดตามการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ในช่วงฤดูกาลผลไม้ โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งผ่านด่านสำคัญ ทั้งทางรถ ราง และเรือ เพื่อให้การระบายผลผลิตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมเน้นย้ำการเพิ่มสัดส่วนการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดความเสี่ยงจากผลผลิตล้นตลาด

สำหรับผลไม้เป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกผลไม้สดและแปรรูปปริมาณกว่า 4.44 ล้านตัน มูลค่า 8,962 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 294,129 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.83 ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐฯ และมาเลเซีย

ทั้งนี้ ภายในงาน นอกจากการจับคู่ธุรกิจแล้ว ยังมีกิจกรรมคู่ขนาน ได้แก่ กิจกรรมการมอบรางวัล  Agri-Export Stars Pitching Challenge ให้กับผู้ประกอบการ SMEs  6 ราย ที่ได้รับคัดเลือกเป็น “Agri-Export Stars” ดาวรุ่งศักยภาพสูง และจะได้เข้าร่วมเจรจาการค้าในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 กิจกรรมให้คำปรึกษาด้านการส่งออก ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 22 หน่วยงาน การนำเสนอสินค้าเด่นจากทุกภูมิภาค ร่วมกับพาณิชย์จังหวัด และกิจกรรมสาธิตปรุงอาหารและเครื่องดื่มจากผลไม้ไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง