กรมควบคุมโรคเผยต้นปีพบผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสสะสมกว่า 10,000 ราย เด็กวัยเรียนป่วยสูงสุด เตือนสถานศึกษาคุมมาตรการป้องกันโรคทางเดินหายใจ ลดการแพร่กระจาย

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์โรคอีสุกอีใสในประเทศไทย หลังพบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี โดยชี้ว่าการรวมกลุ่มของเด็กในสถานศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของโรคผ่านการไอหรือจาม

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัลของกองระบาดวิทยา ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 4 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสสะสมจำนวน 10,560 ราย ยังไม่พบผู้เสียชีวิต โดยมีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 208 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.97

เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มเด็กวัยเรียนมีอัตราป่วยสูงที่สุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 5–9 ปี รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 10–14 ปี และอายุ 0–4 ปี ซึ่งสะท้อนว่าการรวมตัวของเด็กในสถานศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคแพร่กระจายได้ง่าย

ทั้งนี้ โรคอีสุกอีใสสามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดปี แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน โดยเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียนที่เด็กอยู่รวมกันจำนวนมาก

ล่าสุด พบผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสเป็นกลุ่มก้อนในสถานศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี โดยทีมสอบสวนโรคของกรมควบคุมโรคและเครือข่ายสาธารณสุขได้ตรวจสอบเบื้องต้น พบผู้ป่วยรวม 23 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยสงสัย 22 ราย และผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการ 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไข้ร่วมกับผื่นและตุ่มน้ำใสกระจายตามร่างกาย ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของโรค ทั้งนี้ ยังไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ดำเนินมาตรการควบคุมโรค และติดตามเฝ้าระวังผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัวประมาณ 10–21 วัน

ด้านนายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้โรคอีสุกอีใสส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง แต่ผู้ป่วยควรหยุดเรียนหรือหยุดงาน และพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าตุ่มผื่นจะแห้งและตกสะเก็ดทั้งหมด เพื่อลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นและหายภายใน 1–3 สัปดาห์

ทั้งนี้ หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย เนื่องจากอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ สำหรับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้จัดอยู่ในลำดับความสำคัญที่ 7 ของการนำวัคซีนใหม่เข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กอายุ 1 ปี และเด็กอายุ 4–6 ปี จำนวน 2 โดส ซึ่งมีศักยภาพช่วยลดภาระโรคและการระบาดในโรงเรียนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม วิธีป้องกันที่สำคัญคือการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วย หากมีไข้ร่วมกับผื่นหรือตุ่มน้ำใสตามร่างกาย ควรรีบพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง