“พิพัฒน์” กำชับคมนาคมไม่ให้ขึ้นค่าโดยสาร “สตช.” ยกระดับดูแลความปลอดภัยสถานทูต สถานกงสุล สนามบิน 24 ชม.  

นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าว ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออก (ศบก.) ว่า ปัจจุบันหลายประเทศยังคงปิดน่านฟ้า ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิสราเอล ซีเรีย อิรัก อิหร่าน บาห์เรน คูเวต และกาตาร์ ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และจอร์แดน ยังเปิดน่านฟ้าอยู่ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียและโอมาน ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญในการอพยพผู้คนออกจากภูมิภาคทางอากาศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต กระทรวงการต่างประเทศ ขอให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาออกจากพื้นที่โดยเร็ว และลงทะเบียนแจ้งข้อมูลกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที

สำหรับความคืบหน้าในประเทศอิหร่าน มีคนไทยประสงค์เดินทางกลับเพิ่มขึ้นเป็น 125 คน ซึ่งจะแบ่งการอพยพออกทางบกมุ่งหน้าสู่เมืองวาน ประเทศตุรกี เป็น 2 รอบ คือวันที่ 7 มีนาคม 2569 จำนวน 69 คน และวันที่ 10 มีนาคม 2569 จำนวน 56 คน โดยสถานทูต ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี จะเปิดศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราวที่เมืองวานเพื่ออำนวยความสะดวก จัดหาที่พักและอาหารระหว่างรอการเดินทางกลับประเทศไทยภายใน 2–3 วันข้างหน้า นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ได้ออกประกาศแนะนำคนไทยที่เที่ยวบินถูกยกเลิกเนื่องจากสนามบินอิสตันบูล ต้องรองรับสายการบินอื่น ๆ จำนวนมาก ที่เลี่ยงการบินหรือแวะผ่านประเทศที่ปิดน่านฟ้า โดยขอให้ติดต่อสายการบินเพื่อขอรับการเยียวยาระหว่างรอเที่ยวบินใหม่ หากมีแนวโน้มที่จะได้รับเที่ยวบินใหม่ล่าช้า จนอาจพ้นกำหนดวีซ่า ขอให้พิจารณายกเลิกเที่ยวบิน และซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินใหม่ที่หลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านประเทศที่ปิดน่านฟ้า ซึ่งคนไทยสามารถพำนักที่ตุรกีโดยไม่ต้องใช้วีซ่าเป็นเวลา 30 วัน ส่วนของยูเออี สายการบินเอทิฮัด เอมิเรตส์ และอาระเบีย ได้เริ่มเปิดเส้นทางบินบางส่วนเพื่อพาคนตกค้างกลับและทางการยูเออี ได้ประกาศยกเว้นค่าปรับ Overstay (การอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดระยะอนุญาต) สำหรับผู้ได้รับผลกระทบตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

ด้านนายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ปัจจุบันไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับใช้งานได้นาน 95 วัน จากเดิมที่เคยแถลงไว้ 60 วัน เป็นผลมาจากในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมา ผู้ค้าน้ำมันภายในประเทศได้พยายามหาปริมาณน้ำมันสำรองและได้รับการยืนยันในการจัดส่งเรียบร้อยแล้ว และขอย้ำว่าจะยังคงจัดหาเพิ่มเติมจากแหล่งที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นจะสั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันทยอยเพิ่มสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจาก 1% เป็น 3% เพื่อเพิ่มความมั่นคงในระยะยาว รวมทั้งจะมีมาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมัน โดยจะยกเว้น สปป.ลาว และเมียนมา เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการพึ่งพาทางพลังงานระหว่างกันและเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ส่วนปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่เกิดจากความตื่นตระหนกของประชาชน ทำให้มีความต้องการใช้สูงกว่าปกติในช่วงเวลาสั้น ๆ กระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้กรมธุรกิจพลังงานและสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการเพื่อป้องกันการกักตุนน้ำมัน รวมทั้งสั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันเร่งจัดส่งน้ำมันเข้าสู่พื้นที่ที่ขาดแคลนโดยเร็วที่สุด

สำหรับมาตรการลดภาระค่าครองชีพและราคาน้ำมัน กระทรวงพลังงานได้ตรึงราคาน้ำมัน ผ่านการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการตรึงราคาดีเซลเป็นเวลา 15 วัน โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้มีการติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา หากสถานการณ์มีความยืดเยื้อ จะพิจารณามาตรการชดเชยอีกครั้งเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด อีกทั้งหากสถานการณ์ยึดเยื้อไปจนถึงเดือนพฤษภาคม กระทรวงพลังงานจะพิจารณาการใช้พลังงานทางเลือก เช่น การเตรียมนำน้ำมันไบโอดีเซล หรือ B100 ที่ผลิตได้เองในประเทศมาผสมเพื่อลดการนำเข้า การเตรียมนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมาตรฐานรองลงมา (Euro4) ซึ่งมีราคาถูกกว่า เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤตและช่วยลดต้นทุนแก่ประชาชน

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ได้เร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติม และเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย และจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ชีวมวล ถ่านหิน และพลังน้ำจากต่างประเทศ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพลังงานจะดำเนินทุกมาตรการ เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานอย่างเพียงพอ

ขณะที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยบุคคล สถานที่สำคัญ สถานเอกอัครราชทูต สถานทูต สถานกงสุล และสถานที่ราชการ โดยประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ เหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างใกล้ชิด ติดตามสถานการณ์ และสืบสวนหาข่าวคนต่างด้าวที่อาจก่อเหตุ หรือกระทำความผิดกฎหมายที่จะส่งผลเชื่อมโยงกับเหตุการณ์หรือผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะประเทศเฝ้าระวัง และเพิ่มความเข้มในการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตามช่องทางเข้าออกตามแนวชายแดน ช่องทางธรรมชาติ ท่าข้ามต่าง ๆ รวมทั้งเตรียมมาตรการรองรับ ณ ท่าอากาศยาน ในกรณีมีรับคนไทยเดินทางกลับเข้าประเทศไทย โดยประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังให้ประสานข้อมูลข่าวสารกับต่างประเทศ ประเทศสมาชิก องค์การตำรวจสากล หน่วยตำรวจประเทศต้นทาง และใช้กลไกช่องทางกงสุล (ฝ่ายตำรวจ/ทูตฝ่ายตำรวจ) ในการประสานข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวังข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทางอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันข่าวปลอมหรือการบิดเบือนข้อมูล (Fake News) ซึ่งอาจก่อให้ความตื่นตระหนก การแพร่กระจายของความหวาดกลัวภัย หรือการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาหรือความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ตลอดจนบังคับใช้กฎหมายและปิดกั้นข้อมูลที่ผิดกฎหมาย ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และให้ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับกรณีคนต่างด้าวได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นเหตุให้ไม่สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรได้ กำชับให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักร เพื่อป้องกันการแฝงตัวอยู่ในประเทศเพื่อหาช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย

ส่วนการดูแลผลกระทบด้านค่าครองชีพแก่ประชาชน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และกำกับดูแลผู้ประกอบการขนส่งทุกประเภท เพื่อไม่ให้มีการขึ้นค่าโดยสารหรือค่าขนส่งสินค้าเกินกว่ากรอบที่กำหนดไว้ในกฎหมาย พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ให้บริการตรึงอัตราค่าโดยสารในช่วงที่รัฐบาลยังตรึงราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศ และสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินมาตรการในทุกระบบการเดินทางและการขนส่งอย่างใกล้ชิด ดังนี้

– กรมการขนส่งทางบก ตรวจสอบและกวดขันรถโดยสารประจำทาง รถสาธารณะ และรถรับจ้างทุกประเภท ให้คิดค่าโดยสารตามอัตราที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด

– กรมเจ้าท่า ตรวจสอบผู้ประกอบการเรือโดยสารและเรือขนส่งสินค้าไม่ให้คิดค่าบริการเกินกว่าที่กำหนด พร้อมติดตามค่าระวางสินค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด

– สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กำกับดูแลสายการบินในการกำหนดค่าโดยสารและค่าขนส่งสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงพิจารณามาตรการตรึงค่าโดยสารในช่วงสถานการณ์ผันผวน

– กรมการขนส่งทางราง ประเมินความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะรถจักรที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซล
เพื่อเตรียมแนวทางบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานในภาคการขนส่ง รายงานสถานการณ์ให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและเตือนภัย ด้านการคมนาคม ทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดหาเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อการให้บริการสาธารณะ และศึกษามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนส่งผลกระทบต่อระบบขนส่ง โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนเป็นอันดับแรก กระทรวงคมนาคมจะกำกับดูแลไม่ให้เกิดการขึ้นค่าโดยสารเกินกว่ากฎหมายกำหนด และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะยังคงให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม

ด้านนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กำชับบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งทางอากาศในวงกว้าง พร้อมให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่สายการบินในการวางแผนเส้นทางบินล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงและเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงให้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับรูปแบบการบริหารจัดการจราจรทางอากาศให้เหมาะสมตามสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดด้านน่านฟ้าระหว่างประเทศ

ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สายการบินที่มีฐานการบินในภูมิภาคตะวันออกกลางส่วนใหญ่ยังไม่สามารถกลับมาให้บริการตามปกติได้ ยกเว้นบางเที่ยวบินจากประเทศโอมาน ทำให้เกิดผลกระทบต่อโครงข่ายการบินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางที่ต้องใช้ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางการต่อเที่ยวบิน ส่งผลให้ผู้โดยสารจำนวนหนึ่งปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางจากเส้นทางที่ต้องต่อเครื่องในตะวันออกกลาง ไปใช้เส้นทางบินตรงระหว่างเอเชียและยุโรปมากขึ้น ทำให้บัตรโดยสารที่สามารถหาซื้อได้ในระยะสั้นมักเหลืออยู่ในกลุ่มราคาสูง หรือบางช่วงอาจหาบัตรโดยสารได้ยาก คาดว่าสถานการณ์ด้านการบินและระดับราคาตั๋วโดยสารจะเริ่มผ่อนคลายลงได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม เมื่อสายการบินในภูมิภาคสามารถกลับมาให้บริการได้มากขึ้นและโครงข่ายการบินกลับเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงปกติ จึงขอแนะนำให้ผู้โดยสารที่มีแผนเดินทาง โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างเอเชียและยุโรปวางแผนการเดินทางล่วงหน้า เพื่อเพิ่มโอกาสในการหาบัตรโดยสารในราคาที่เหมาะสม และหากมีความยืดหยุ่นในการเดินทาง อาจพิจารณาปรับเส้นทางบินผ่านประเทศอื่นที่ยังมีเที่ยวบินเชื่อมต่อไปยังจุดหมายปลายทางได้ ส่วนต้นทุนน้ำมันอากาศยานซึ่งปรับตัวสูงขึ้น ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประสานงานกับสายการบินเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อค่าโดยสาร รวมถึงหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณามาตรการที่เหมาะสมในการรักษาระดับค่าโดยสารให้มีความสมดุลและลดภาระต่อผู้โดยสาร

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังประชุมติดตามความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข รองรับการดูแลคนไทยจากเหตุความรุนแรงในตะวันออก ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมความพร้อมดูแลประชาชนที่อยู่ในตะวันออกกลาง โดยประสานสถานทูตจัดระบบ Telemedicine นัดหมายพบแพทย์ทางไกลผ่านแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” ซึ่งจะเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพเข้าระบบฐานข้อมูล สามารถดูแลต่อเนื่องเมื่อกลับถึงประเทศไทย และเปิดช่องทางสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดความเครียดจากสถานการณ์ กรณีที่มีการอพยพกลับ ได้จัดระบบคัดกรองสุขภาพในสนามบิน 5 แห่ง ได้แก่ สนามบินกองทัพอากาศ (บน.6) สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินอู่ตะเภา และสนามบินหาดใหญ่ เพื่อคัดกรองโรคติดต่อที่สำคัญ อาทิ เมอร์ส (โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง) และ ไข้เวสไนล์ (เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงเป็นพาหะ) เป็นต้น รวมถึงการเจ็บป่วยอื่นๆ และปัญหาสุขภาพจิต สำหรับเรื่องยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบ ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และองค์การเภสัชกรรม ได้ร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด   

ข่าวที่เกี่ยวข้อง