นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการด่วนให้เร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดกรณีลักลอบเผาป่าในพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกำชับให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำกับติดตามการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด และให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ รายงานความคืบหน้าการดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติทั่วประเทศ โดยจัดกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจและชุดปฏิบัติการพิเศษเฝ้าระวังเข้มข้น เน้นภารกิจสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1. ป้องกันการบุกรุกและเผาป่า เพื่อลดปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 2. ยับยั้งการล่าสัตว์ป่าในพื้นที่เขตอนุรักษ์ และ 3. ป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในทุกรูปแบบ
จากรายงานของศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้อำนวยการประสานงานให้ นางสลีลญา คำภาแก้ว นายอำเภอดอยสะเก็ด บูรณาการกำลังร่วมกับกรมป่าไม้ สถานีควบคุมไฟป่าห้วยฮ่องไคร้–ขุนแม่กวง และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรดอยสะเก็ด ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณบ้านแม่ดอกแดง หมู่ที่ 1 ตำบลเชิงดอย หลังทีมโดรนอาสาตรวจพบกลุ่มควันและบุคคลต้องสงสัยสวมชุดสีดำกำลังก่อเหตุจุดไฟเผาป่า ซึ่งการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้จัดชุดปฏิบัติการลงพื้นที่ 2 ชุด ประกอบด้วย ชุดดับไฟป่าที่ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 50 นาย เข้าสกัดกั้นแนวไฟป่าที่มีความยาวกว่า 2 กิโลเมตร และชุดปฏิบัติการติดตามผู้กระทำผิด ซึ่งบูรณาการกำลังระหว่างฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรดอยสะเก็ด เพื่อแกะรอยติดตามตัวชายต้องสงสัยจากภาพโดรนมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
นายสุชาติ ย้ำว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะไม่ผ่อนปรนต่อผู้ที่สร้างความเสียหาย ต่อทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพของประชาชน โดยได้ใช้เทคโนโลยีโดรนเข้ามาช่วยในการเฝ้าระวังและติดตามพฤติกรรมผู้กระทำผิด พร้อมยืนยันว่าจะเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นเหตุไฟป่าหรือการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ สามารถแจ้งหน่วยงานในพื้นที่ หรือศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
จากข้อสั่งการดังกล่าว ด้านนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า กรมป่าไม้ได้สนธิกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ติดตามตัวผู้ต้องสงสัยลักลอบจุดไฟเผาป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ บริเวณตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ หลังโดรนของทีมจิตอาสาดับไฟป่าภาคประชาชนตรวจพบบุคคลต้องสงสัยและสามารถบันทึกภาพไว้ได้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าบุคคลดังกล่าว มีลักษณะคล้ายชายสวมเสื้อสีดำหมวกสีดำและกางเกงขายาว กำลังเดินอยู่บริเวณแนวไฟที่ถูกจุดไว้ก่อนหน้านี้ โดยแนวไฟมีลักษณะเป็นเส้นชัดเจนและลุกลามจากด้านล่างภูเขาขึ้นไปด้านบน ซึ่งคาดว่าอาจมีการจุดไฟจากด้านล่างก่อนที่ไฟจะลุกลามขึ้นสู่พื้นที่สูง จึงได้มอบหมายให้นางลักษวรรณ พวงไม้มิ่ง ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) ร่วมกับหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชม.9 (ดอยสะเก็ด) นายอำเภอดอยสะเก็ด สถานีตำรวจภูธรดอยสะเก็ด สถานีควบคุมไฟป่าห้วยฮ่องไคร้–ขุนแม่กวง ผู้นำชุมชน และชุดเฝ้าระวังไฟป่า บ้านแม่ดอกแดง หมู่ที่ 1 ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด ลงพื้นที่ตรวจสอบและควบคุมสถานการณ์ทันที
จากการลงพื้นที่พบว่า ขณะนี้ชุดปฏิบัติการดับไฟป่ากำลังเร่งควบคุมเพลิง ซึ่งมีความยาวแนวไฟประมาณ 2 กิโลเมตร โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่รวมทั้งสิ้น 50 นาย เข้าดับไฟอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.ศุภชัย จันทรา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรดอยสะเก็ด ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ติดตามตัวชายต้องสงสัยตามภาพที่ปรากฏเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ด้านการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ปภ.ได้สนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคเหนือ ให้เป็นไปตามแผนเผชิญเหตุของจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งการปฏิบัติการภาคพื้นดินและทางอากาศ โดยการปฏิบัติการภาคพื้นดิน ปภ. ได้ระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัยจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 8 กำแพงเพชร เขต 9 พิษณุโลก เขต 10 ลำปาง เขต 15 เชียงราย และเขต 16 ชัยนาท รวมทรัพยากรกว่า 89 หน่วย ให้พร้อมดูแลรับผิดชอบจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเครื่องจักรกลสาธารณภัยสำหรับการควบคุมไฟป่าและหมอกควัน เพื่อใช้สนับสนุนการดับไฟป่า การทำแนวกันไฟ และเปิดทางเข้าพื้นที่ป่า พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤติ (ERT) สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนในพื้นที่ ตรวจตราจุดเสี่ยง ซึ่งพร้อมปฏิบัติงานร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมง
ในส่วนของการปฏิบัติการทางอากาศ ปภ. ได้ร่วมกับกองทัพบก (ทบ.) ส่งเฮลิคอปเตอร์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย KA-32 พร้อม The Guardian Team ไปประจำการสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ 17 จังหวัด ภาคเหนือ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 โดยประจำการ ณ กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันได้ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 ปฏิบัติภารกิจบินทิ้งน้ำดับไฟป่าในภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน รวม 4 ครั้ง สามารถควบคุมไฟป่าในพื้นที่เข้าถึงยากและบรรเทาผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ได้
นอกจากนี้ยังได้บูรณาการการดำเนินมาตรการป้องกันเชิงรุก อาทิ “โครงการป่าเปียก” ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำปาง ซึ่งมีศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 10 ลำปาง เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ โดยใช้แนวคิดการเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ป่าเพื่อสนับสนุนการจัดทำแนวกันไฟเปียก (Wet Fire Break) เพื่อช่วยลดโอกาสการลุกลามของไฟป่าและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผืนป่าในช่วงหน้าแล้ง นอกจากนี้ยังได้ประสานจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ให้ร่วมกันเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง จัดชุดลาดตระเวนป้องกันไฟป่าและเตรียมความพร้อมด้านกำลังคน เครื่องมือ และอุปกรณ์ในการควบคุมสถานการณ์อย่างทันท่วงที รวมถึงการแจ้งเตือนภัยฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์และการปฏิบัติตนให้ปลอดภัย
การแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือ ปภ. ได้ดำเนินการภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานภายใต้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยทหาร หน่วยงานด้านสาธารณสุข ตลอดจนภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันป้องกัน ควบคุมและลดผลกระทบจากไฟป่าและหมอกควัน โดยมุ่งเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่า การควบคุมการเผาในที่โล่งและการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่งดการเผาในที่โล่งทุกชนิดและร่วมกันสอดส่องเฝ้าระวัง
หากพบเห็นการเกิดไฟป่าหรือเหตุสาธารณภัย สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ผ่านสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง








