นายกฯ สั่งไม่ให้ขึ้นราคาสินค้า “กต” เผย คนไทยกลุ่มแรกจากอิหร่านถึงไทย 9 มี.ค. “พาณิชย์” ย้ำ ปุ๋ยเคมีเพียงพอใช้ 5 เดือน

จากข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลความปลอดภัยของคนไทยในตะวันออกกลาง การอพยพคนไทยกลับประเทศ และการ ป้องกันผลกระทบทุกด้าน ทั้งเรื่องการสำรองน้ำมันในประเทศ ตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงการควบคุมราคาสินค้าไม่ให้ขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม และต้องให้มีเพียงพอต่อความต้องการใช้งาน

ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวความคืบหน้าสถานการณ์ โดยมีนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทย และนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าและโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงสถานการณ์สต๊อกปุ๋ยเคมีภายในประเทศ

นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กาตาร์ยังคงปิดน่านฟ้าสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์ แต่สายการบิน Qatar Airways ได้เริ่มให้บริการเที่ยวบินฉุกเฉินบางส่วนเพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้าง จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่จากสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศขอให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด และลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่

สำหรับการช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน คนไทยกลุ่มแรกจำนวน 62 คน จากกรุงเตหะรานและเมืองกุม นำโดย น.ส.ชญานิษฐ์ ประเสริฐผล ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ได้เดินทางโดยรถยนต์ถึงประเทศตุรกีอย่างปลอดภัยเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 7 มีนาคม 2569 โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมการกงสุล และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา อำนวยความสะดวกในการผ่านพิธีการเข้าเมือง หลังจากนั้นคณะทั้งหมดได้เดินทางไปพักที่เมืองวาน เพื่อเตรียมเดินทางกลับประเทศไทยโดยเครื่องบินเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 9 มีนาคม 2569 กลุ่มที่สองวันที่ 10 มีนาคม 2569 นอกจากนี้ยังมีคนไทยในอิหร่านอีกกลุ่มหนึ่งที่มีกำหนดเดินทางออกจากประเทศในวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยกรมการกงสุลและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และกรุงอังการา กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การดำเนินการให้เป็นไปอย่างปลอดภัย ตามนโยบายของรัฐบาลในการดูแลและช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบ ในส่วนของคนไทยในอิรัก มีการอพยพผ่านชายแดนเข้าสู่ตุรกีแล้ว 3 รอบ จำนวน 18 คน รอบล่าสุดมีจำนวน 10 คน เดินทางถึงเมืองมาร์ดิน เมื่อคืนวันที่ 7 มีนาคม 2569 และจะเดินทางต่อไปยังนครอิสตันบูลเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป โดยรวมแล้วขณะนี้มีคนไทยที่ติดค้างในภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 292 คน

ส่วนในประเทศอื่นๆ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่จะยังคงอำนวยความสะดวกดูแล ให้คำแนะนำคนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศ และประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อเร่งรัดกระบวนการต่อไปนอกจากนี้แม้การแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกของทุกภาคส่วนสามารถทำได้ แต่ในช่วงที่สถานการณ์ยังคง มีความเปราะบาง การนำเสนอเนื้อหาข่าวหรือข้อมูลต่อสาธารณชนควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังมีคนไทยอยู่ในพื้นที่ ซึ่งความปลอดภัยของคนไทยคือสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

ด้านนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์สต๊อกปุ๋ยเคมีในประเทศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปุ๋ยเคมี เป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าราคา และบริการ หรือ กกร. กำหนดให้ผู้นำเข้า ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายต้องรายงานปริมาณการนำเข้าและปริมาณสต๊อกอย่างต่อเนื่องทุกวันที่ 10 ของเดือน เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามปริมาณสินค้าและบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นการรายงานสต๊อกเดือนมกราคม 2569 พบว่าประเทศไทย มีสต๊อกปุ๋ยเคมีประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.8 ล้านตันต่อเดือน ถือว่ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ส่วนสต๊อกเดือนกุมภาพันธ์ จะรายงานในวันที่ 10 มีนาคม 2569 คาดว่าปริมาณสต๊อกจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากเป็นการนำเข้าปุ๋ยที่ได้ดำเนินการไว้เป็นการล่วงหน้าก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมทั้งมีการนำเข้าปุ๋ยจากหลายประเทศ อาทิ แม่ปุ๋ยโพแทสเซียม จากแคนาดา และปุ๋ยสูตรต่างๆ จาก จีน และเกาหลีใต้ ในขณะที่ปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของปุ๋ยเคมี และมีสัดส่วนการใช้ประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด ปัจจุบันประเทศไทยมีสต๊อกประมาณ 0.32 ล้านตัน หรือประมาณ 6.5 ล้านกระสอบ
ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งาน

นอกจากนี้ยังมีปุ๋ยยูเรียที่อยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย อีกประมาณ 100,000 ตัน หรือประมาณ 2 ล้านกระสอบ รวมถึงมีการนำเข้าจากมาเลเซียอีก 20,000 ตัน ทำให้ปริมาณสต๊อกเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 8.9 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานต่อเนื่องประมาณ 5 เดือน ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย และ บรูไน ซึ่งยังสามารถนำเข้าได้ตามปกติ และจะมีการนำเข้าเติมเต็มสต๊อกอย่างต่อเนื่อง สำหรับปุ๋ยเคมีที่จำหน่ายในตลาดปัจจุบันยังเป็นสต๊อกเดิมที่จัดหามาก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจึงยังไม่มีการปรับขึ้นราคา ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ ต้นทุนในตลาดโลก และโครงสร้างราคา อย่างใกล้ชิด พร้อมกำกับ ดูแล ให้การจำหน่ายเป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง และคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรให้น้อยที่สุด ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายปุ๋ยอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการจำหน่ายในราคาที่สูงเกินควรหรือการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงขอให้เกษตรกรมั่นใจว่าปริมาณปุ๋ยเคมี ในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ และไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุน หากพบการจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควรสามารถแจ้งหรือร้องเรียนได้ที่สายด่วน กรมการค้าภายใน โทร. 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด
ทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง