“สันติ”เรียกประชุมผู้ว่าฯ 76 จังหวัดทั่วประเทศ คุ้มครองผู้บริโภคเชิงรุก ผ่าน  6 มาตรการด่วน

นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานการประชุมผ่านระบบออนไลน์ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ทั้ง 76 จังหวัดในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ พร้อมกำชับทุกจังหวัดยกระดับการเฝ้าระวังและคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเข้มข้น

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการ “สั่งการจากส่วนกลางสู่พื้นที่”อย่างเป็นระบบหลังคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ประชุมกำหนดมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้ราคาสินค้าและบริการผันผวนและเปิดช่องให้เกิดการฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคได้

ในช่วงภาวะวิกฤต นายสันติ เน้นย้ำว่า การคุ้มครองผู้บริโภคไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้อง “เดินเกมเชิงรุก” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบประชาชนตั้งแต่ต้นทาง โดยรัฐบาลได้กำหนด 6 มาตรการเร่งด่วน เพื่อยกระดับการดูแลผู้บริโภคทั่วประเทศ ได้แก่

1. เปิดโหมดรับเรื่องร้องทุกข์เร่งด่วน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพิ่มสายด่วนรับเรื่องร้องทุกข์อีก 10 คู่สาย เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งปัญหาได้รวดเร็ว และได้รับการช่วยเหลือทันสถานการณ์

2. ลุยตรวจผู้ประกอบธุรกิจทั่วประเทศ เพิ่มความถี่ในการลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในชีวิตประจำวัน พร้อมเฝ้าระวังการโฆษณาที่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดจนเกิดการกักตุนสินค้า หรือซื้อสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งเข้มงวดตรวจสอบฉลากสินค้าและหลักฐานการซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ข้าวสารบรรจุถุง และถังก๊าซหุงต้ม ตลอดจนการควบคุมผู้ประกอบธุรกิจให้บริการเช่า

ที่พักอาศัย ไม่ให้คิดอัตราค่าสาธารณูปโภคสูงเกินไป เช่น ค่าไฟฟ้าอัตราสูงสุดไม่เกิน 4.88 บาท ต่อหน่วยการใช้

3. ร้านค้าต้องเปิดทางเลือกการจ่ายเงิน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ผู้บริโภคสามารถชำระเงินได้หลายช่องทาง ทั้งเงินสด บัตรเครดิต และการโอนผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหากระบบสื่อสารหรือพลังงานเกิดขัดข้อง

4. ซื้อออนไลน์ต้องปลอดภัย แนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จดทะเบียนตลาดแบบตรงกับ สคบ. โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าสูง เช่น เครื่องประดับ ทองคำ หรือบริการลงทุน เพื่อให้สามารถแก้ไขข้อพิพาทได้อย่างเป็นธรรม

5. คุมเข้มการซื้อขายทองคำ เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลฉลากทองคำรูปพรรณ และบูรณาการกับหน่วยงานด้านราคาสินค้าเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสจากความผันผวนของตลาดโลก

6. เร่งสร้างภูมิคุ้มกันผู้บริโภค เดินหน้าประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้เท่าทันสิทธิของตนเอง ทั้งเรื่องราคา คุณภาพ และมาตรฐานสินค้าและบริการ เพื่อให้สามารถตัดสินใจบริโภคได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

นอกจากมาตรการทั้ง 6 ข้อแล้ว ที่ประชุมยังเห็นชอบ แผนปฏิบัติการบูรณาการระดับประเทศ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม เมืองพัทยา กรุงเทพมหานคร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวอย่างจริงจังในระดับพื้นที่ พร้อมพิจารณาเพิ่มช่องทางรับเรื่องร้องทุกข์ของประชาชนตามบริบทของแต่ละจังหวัด

นายสันติ กล่าวย้ำว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดถือเป็น “กลไกด่านหน้า” ของการคุ้มครองผู้บริโภคในพื้นที่และการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนกลางกับจังหวัดจะทำให้มาตรการต่างๆ เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้วิกฤตโลก กลายเป็นช่องทางให้ใครเอาเปรียบผู้บริโภคไทย ทุกมาตรการที่กำหนดวันนี้คือ การปิดช่องโหว่และสร้างหลักประกันให้ประชาชนมั่นใจว่า สิทธิของผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจังและเป็นธรรมในทุกสถานการณ์

การประชุมครั้งนี้ จึงถือเป็นการยกระดับการทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทย โดยเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดูแลประชาชนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมและทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง