“เอกนิติ” ชี้สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจโลก เร่งภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวด้านพลังงาน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมใช้โอกาสดึงนักลงทุนย้ายฐานการผลิตเข้าสู่ไทย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย ทำให้ไม่เพียงแต่ภาคอุตสาหกรรมเท่านั้นที่ต้องเร่งปรับตัว แต่รวมถึงภาคเกษตร ภาคบริการ และเศรษฐกิจไทยโดยรวม

ภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
ด้านแรก คือ การลงทุนด้านพลังงานสะอาด โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ หรือ Direct PPA รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลงทุนในระบบสายส่งไฟฟ้า ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ที่กำลังมีแนวโน้มย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น

ด้านที่สอง คือ การปรับตัวด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยรัฐบาลจะส่งเสริมให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กผ่านโครงการ “พี่ช่วยน้อง” พร้อมสนับสนุนมาตรการลดหย่อนภาษีและเงินอุดหนุนให้ภาคเอกชนใช้ในการปรับปรุงเทคโนโลยีและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต

ด้านที่สาม คือ การปรับตัวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว โดยรัฐบาลจะส่งเสริมการใช้เอทานอลที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลังมาผสมในน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรของไทย รวมทั้งการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ หรือ Solar Floating

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อวิกฤตพลังงาน ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและ AI และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ภัยแล้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้

วันนี้ได้มีการประชุมด่วนที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือแนวทางบริหารจัดการสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยในระยะสั้นรัฐบาลยังคงใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาดูแล หลังจากก่อนหน้านี้ได้ประกาศมาตรการดูแลราคาน้ำมันเป็นระยะเวลา 15 วัน

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงเช้าวันนี้ จึงจำเป็นต้องหารือเพิ่มเติมถึงมาตรการบริหารจัดการทั้งในระยะสั้นและระยะปานกลาง เพื่อให้สามารถดูแลประชาชนและภาคธุรกิจให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยรัฐบาลจะมีการแถลงผลการประชุมในเวลา 16.30 น.

ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส หากมองจากบทเรียนในประวัติศาสตร์จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก รวมถึงวิกฤตพลังงานที่ประเทศไทยเคยเผชิญมาแล้ว แต่จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้น

ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะการใช้สถานะความเป็นกลางของประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่กำลังย้ายฐานการผลิตเข้ามาในภูมิภาค

ข่าวที่เกี่ยวข้อง