นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยแนวทางการขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมของไทยท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดย กนอ. ยืนยันความพร้อมทำหน้าที่เป็น “Partner เชิงกลยุทธ์” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ ผ่านแผนดำเนินงานปี 2568–2569 ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก
สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลกมีความเสี่ยงสูงขึ้น ภาคเอกชนประเมินว่าไทยอาจได้รับผลกระทบจากการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อ ต้นทุนการผลิตและค่าไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว กนอ. จึงเร่งยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่โครงสร้างพื้นฐานขั้นสูง (Advanced Infrastructure) โดยส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน ผ่านการสนับสนุนโรงไฟฟ้า SPP และ IPP รวมถึงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และโซลาร์ลอยน้ำในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย RE100 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 315,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกกำลังเผชิญต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นจากค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงสงคราม (War Risk Premium) ที่เพิ่มสูงกว่า 50% รวมถึงระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้นจากการปรับเส้นทางเดินเรือ
กนอ. จึงเสนอแนวทาง “คืนเวลา” เพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุน ด้วยการเพิ่มความยืดหยุ่นด้านกฎระเบียบ (Regulatory Flexibility) โดยนำเทคโนโลยี AI และ OCR มาใช้ในระบบอนุญาตอัจฉริยะ I-EA-T EASE ซึ่งสามารถลดระยะเวลาการให้บริการจากเดิมเฉลี่ย 55 นาที เหลือเพียง 11–19 นาที และปรับขั้นตอนให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มโครงการได้รวดเร็วขึ้น แม้อยู่ระหว่างกระบวนการรอผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความรวดเร็วและความแน่นอนในการดำเนินธุรกิจ
ไทยยังมีความได้เปรียบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในการเป็นฐานการผลิตที่มั่นคง และเป็นโอกาสสำคัญในการย้ายฐานการผลิตของห่วงโซ่อุปทานโลก โดย กนอ. ได้ปรับบทบาทจาก “ผู้จัดสรรที่ดิน” สู่การเป็น “Industrial FDI+ Platform” พร้อมออกมาตรการจูงใจ เช่น การยกเว้นค่าเช่าที่ดินและค่าบำรุงรักษาเป็นเวลา 2 ปี ในนิคมอุตสาหกรรมนำร่อง เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมยุคใหม่ ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล
นอกจากนี้ กนอ. ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ผ่านโครงการ SMEs + Matching MMC เพื่อผลักดันผู้ผลิตในประเทศเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก รวมถึงดูแลทรัพยากรมนุษย์ผ่านโครงการตรวจสุขภาพปอดเชิงรุกด้วย AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานในนิคมอุตสาหกรรม








