“พิพัฒน์” ยืนยัน น้ำมันพอใช้ 98 วัน ตรึงดีเซลถึง 16 มี.ค. 69 ลูกเรือ “มยุรี นารี” 20 คนอยู่ในขั้นตอนเดินทางกลับไทย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุม ศบก. ครั้งที่ 3/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง การท่องเที่ยว แรงงาน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทยในมิติต่างๆ

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า กรณีเรือสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ที่มีลูกเรือไทยรวม 23 คน ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะนี้ลูกเรือไทย 20 คนอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อนำตัวกลับประเทศไทย ส่วนลูกเรืออีก 3 คน ยังอยู่ระหว่างการค้นหาและให้ความช่วยเหลือ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอย่างเต็มกำลัง

ส่วนอีกประเด็นสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจคือ สถานการณ์ราคาพลังงาน โดยเฉพาะค่าการกลั่นน้ำมัน ซึ่งก่อนเกิดวิกฤติอยู่ที่ประมาณ 2 บาท แต่ปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 6 บาท สะท้อนแรงกดดันจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค ทั้งนี้รัฐบาลยังคงยืนยันมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไปจนถึงวันที่ 16 มีนาคม 2569 ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังจากครบกำหนด 15 วัน จะมีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งเพื่อพิจารณาแนวทางดูแลราคาน้ำมันดีเซลในระยะต่อไป โดยจะชี้แจงรายละเอียดให้ประชาชนทราบอีกครั้ง

ผลกระทบด้านน้ำมันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงน้ำมันสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งโดยปกติภาคอุตสาหกรรมจะซื้อน้ำมันผ่านระบบขายส่งจาก Jobber (ผู้ประกอบการที่ ซื้อและรับน้ำมันโดยตรงจากโรงกลั่น หรือ คลังน้ำมันของบริษัทใหญ่ แล้วนำไปจำหน่ายให้กับสถานีบริการน้ำมันอิสระ) หรือบริษัทแม่ของแบรนด์ต่างๆ เช่น ปตท. บางจาก หรือเชลล์ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกำหนดแนวทางดูแลภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง ภาคการผลิต และภาคการเกษตร ที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมันจำนวนมากในระยะต่อไป สำหรับสถานการณ์พลังงานโดยรวม แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นที่ระดับกว่า 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเข้าใกล้ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่จากการลงพื้นที่ของกรมธุรกิจพลังงานและพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบการสำรองน้ำมันในคลังทั้ง 122 แห่งทั่วประเทศ สร้างความมั่นใจว่าไทยมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ โดยจากเดิมที่ประเมินว่าสำรองได้ 92 วัน ขณะนี้สามารถขยายระยะเวลาออกไปเป็น 98 วันแล้ว ซึ่งประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 50 จากอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และอีกร้อยละ 50 มาจากแหล่งอื่นนอกอ่าวเปอร์เซีย โดยรัฐบาลและกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างเจรจาจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น รวมถึงติดตามโอกาสในการเจรจาซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย หลังสหรัฐอเมริกาประกาศยุติมาตรการคว่ำบาตรในบางส่วน พร้อมย้ำว่าการบริหารเชื้อเพลิงภายในประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยผสมน้ำมันไบโอดีเซลในสัดส่วนร้อยละ 7 (B7) และอาจพิจารณาขยายเป็นร้อยละ 10 หรือร้อยละ 20 ตามความเหมาะสมในระยะต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มรถบรรทุก และรถปิกอัพที่รองรับการใช้งานได้ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะค่อยๆ ปรับกลไกราคาตามสถานการณ์ตลาดโลก และจะไม่ปล่อยให้เกิดภาวะขาดตลาดอย่างแน่นอน

ด้านนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในมิติทางการทูต เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยเข้าพบเพื่อยื่นประท้วงอย่างสูงสุดต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นกับเรือสัญชาติไทยและลูกเรือไทย พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านออกแถลงการณ์ขอโทษ ชี้แจงข้อเท็จจริง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งเอกอัครราชทูตอิหร่านได้แสดงความเสียใจและรับว่าจะรายงานเรื่องดังกล่าวไปยังประเทศอิหร่าน นอกจากนี้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของโอมาน โดยมีนายกรัฐมนตรีร่วมรับฟังด้วย เพื่อขอบคุณฝ่ายโอมานที่ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยอย่างทันท่วงที และขอให้เร่งค้นหาและช่วยเหลือลูกเรือไทยอีก 3 คนที่ยังสูญหาย ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศโอมานยืนยันว่าพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และหวังว่าจะสามารถพบลูกเรือไทยทั้ง 3 คนได้โดยเร็ว กระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทางการโอมานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าของปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือลูกเรือทั้ง 3 คนอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยของคนไทยคือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด สำหรับลูกเรือไทย 20 คนที่ปลอดภัยแล้วนั้น บริษัทเจ้าของเรือจะนำลูกเรือทั้งหมดเดินทางโดยรถยนต์จากเมืองคาซาบ ประเทศโอมาน ไปยังสนามบินมัสกัต เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ออกหนังสือเดินทางฉุกเฉินให้ลูกเรือทั้ง 20 คนเรียบร้อยแล้ว และเนื่องจากเส้นทางดังกล่าวต้องเดินทางผ่านพื้นที่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อนกลับเข้าสู่โอมานอีกครั้ง สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ จึงได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศเจ้าบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกในการผ่านแดนของลูกเรือจนกว่าจะสามารถขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทยได้

สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ ขณะนี้คนไทยที่อพยพออกจากอิหร่านชุดที่ 2 ได้ทยอยเดินทางกลับถึงประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มแรกจำนวน 34 คน เดินทางถึงไทยวันที่ 12 มีนาคม 2569 และเช้าวันที่ 13 มีนาคม 2569 อีก 30 คน เดินทางกลับถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพเช่นกัน โดยมีรองปลัดกระทรวงแรงงานและผู้แทนกรมการกงสุล ให้การต้อนรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ซึ่งย้ายที่ทำการชั่วคราวไปยังศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราว ณ เมืองวาน ประเทศตุรกี ยังคงติดต่อและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคนไทยในอิหร่านที่ยังไม่ประสงค์กลับประเทศไทย และพร้อมอำนวยความสะดวกหากมีผู้ประสงค์เดินทางกลับเพิ่มเติม ปัจจุบันหลายสายการบินในตะวันออกกลางได้เริ่มเปิดเที่ยวบินพิเศษมายังกรุงเทพมหานคร เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารตกค้างและผู้ที่ประสงค์เดินทางออกจากประเทศในภูมิภาค แม้จะยังไม่กลับมาให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ โดยสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในพื้นที่ได้ประชาสัมพันธ์แจ้งข่าวสารให้กับคนไทยรับทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งอำนวยความสะดวก ดูแล ให้คำแนะนำ ประสานงานกับสายการบิน และมอบสิ่งของจำเป็นในการยังชีพให้แก่คนไทยที่ประสงค์กลับประเทศ รวมถึงช่วยประสานงานกับหน่วยงานในประเทศที่น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ เพื่อให้สามารถเดินทางผ่านแดนไปยังประเทศข้างเคียงและต่อเครื่องบินกลับประเทศไทยหรือเดินทางไปยังประเทศที่สามได้อย่างปลอดภัย

ด้านนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า นอกจากเรือ “มยุรี นารี” ที่ถูกโจมตี ตัวเรือได้รับความเสียหายบริเวณท้ายเรือ และเป็นเหตุให้ลูกเรือตัดสินใจสละเรือ นั้น ยืนยันว่าปัจจุบันไม่มีเรือที่ชักธงสัญชาติไทยลำอื่นอยู่ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ มีเพียงเรือของบริษัทพรีเชียส ชิพปิ้ง ซึ่งจดทะเบียนสัญชาติสิงคโปร์ จอดเทียบท่าอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวน 2 ลำ โดยลำหนึ่งมีลูกเรือไทย 14 คน และลูกเรืออินเดีย 8 คน ส่วนอีกลำมีลูกเรือไทย 22 คน ซึ่งทั้งสองลำยังคงปลอดภัยและจอดอยู่ที่ท่าเรือ

ขณะที่พลเรือตรี จุมพล นาคบัว รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้ติดตามสถานการณ์
ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตามข้อสั่งการของพลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และได้ออกคำเตือนการเดินเรือในพื้นที่เสี่ยง หรือ Sailing Instruction / Warning มาแล้วรวม 4 ฉบับ ได้แก่ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2 มีนาคม 6 มีนาคม และ 10 มีนาคม 2569 เพื่อแจ้งเตือนผู้ประกอบการเดินเรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยเหตุผลสำคัญที่กองทัพเรือเร่งแจ้งเตือนเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากพบว่าสถิติการขนส่งทางเรือในพื้นที่ดังกล่าวลดลงจาก 183 ลำ เหลือเพียงตัวเลขหลักเดียวภายในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งเป็นสัญญาณความเสี่ยงที่ชัดเจนต่อเส้นทางคมนาคมทางทะเลและความมั่นคงด้านพลังงาน โดยกองทัพเรือได้ประสานการปฏิบัติกับกรมเจ้าท่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และศูนย์ปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานการณ์และให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง

แม้ขณะนี้ยังไม่พบทุ่นระเบิดลอยน้ำ แต่การตรวจสอบในพื้นที่ทำได้ยาก เนื่องจากมีเรือผ่านเพียง 1 ลำ ขณะที่เรือส่วนใหญ่จอดอยู่ในท่า อีกทั้งยังมีการรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ระบบกำหนดตำแหน่งเรือและอุปกรณ์สื่อสารดาวเทียม ทำให้การเดินเรือในพื้นที่มีความเสี่ยงสูง ล่าสุดองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ ได้ยกระดับคำแนะนำให้งดเว้นการเข้าพื้นที่เสี่ยงโดยสิ้นเชิงแล้ว จึงขอยืนยันว่า ณ ขณะนี้ไม่มีเรือไทยเดินทางเข้าไปในพื้นที่เพิ่มเติม และกองทัพเรือจะยังคงติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านเครือข่ายประสานงานระหว่างประเทศในหลายศูนย์ปฏิบัติการฯ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ประสานงานที่บาห์เรน สิงคโปร์ และมหาสมุทรอินเดีย เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบต่อเรือไทยและความปลอดภัยของคนไทยอย่างเต็มขีดความสามารถ

ขณะที่การเดินทางกลับประเทศของแรงงานไทย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทนกระทรวงแรงงานเดินทางไปรับและดูแลอำนวยความสะดวกแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานและกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมให้การต้อนรับ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นแรงงาน ที่เดินทางกลับมาจากประเทศอิหร่านกลับถึงไทยแล้วทั้งหมด 45 คน และประเทศบาห์เรนกลับถึงไทยแล้ว 22 คน

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยเดินทางกลับมาแล้วรวม 67 คน จากผู้ที่แจ้งความประสงค์ขอเดินทางกลับไทยเกือบ 1,000 คน โดยแรงงานไทยที่กลับมาจากอิหร่านครบ 100% แล้วจากที่แจ้งความประสงค์ไว้ ส่วนแรงงานที่เหลือที่แจ้งความประสงค์ไว้และยังไม่เดินทางกลับ เนื่องจากขอดูท่าทีสถานการณ์ก่อน ซึ่งภาพรวมที่แรงงานเดินทางกลับมาขณะนี้มีเพียง 2 ประเทศ คือ อิหร่านและบาห์เรน จากทั้งหมด 13 ประเทศทั้งนี้แรงงานไทยจำนวน 67 คน ที่เดินทางกลับมา พบว่ามีเพียง 2 คนเท่านั้นที่แจ้งการเดินทางผ่านกรมการจัดหางาน ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มที่เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อแรงงานเดินทางมาถึงประเทศไทย กระทรวงแรงงานจะให้แรงงานได้สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อให้กรอกข้อมูลแจ้งความประสงค์ที่จะให้กระทรวงแรงงานช่วยเหลือว่าต้องการหางานทำ ต้องการกลับไปทำงานต่างประเทศอีกครั้ง หรือต้องการฝึกอาชีพ แนะนำการไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยแจ้งผ่านกรมการจัดหางานจะได้รับการคุ้มครอง และสมัครเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ เมื่อมีเหตุและมีการประกาศภาวะสงคราม จะได้รับเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือกรณีภัยสงคราม รายละ 15,000 บาท จากสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง