นายกฯ – เอกนิติ ยืนยัน น้ำมันในประเทศมีเพียงพอใช้ 96 วัน ขอประชาชนมั่นใจ อย่ากักตุน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วม รวมทั้งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมประชุมในรูปแบบ online ตลอดจนหน่วยงานด้านความมั่นคง การท่องเที่ยว แรงงาน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมทั้งในรูปแบบ onsite และ online

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า สถานการณ์พลังงานของประเทศไม่มีภาวะวิกฤต การเติมน้ำมันตามสถานีบริการยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ ในช่วงกว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังเกิดสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ไทยไม่เคยประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ส่วนความกังวลของประชาชนส่วนหนึ่งเกิดจากข่าวสารที่แพร่กระจายในสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าประเทศอาจขาดแคลนน้ำมัน ทั้งที่แท้จริงเป็นเพียงแนวทางการบริหารจัดการภายในของบริษัท ทั้งนี้ ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องต่อสาธารณชน เชื่อว่าการที่ผู้ประกอบการน้ำมันรายใหญ่ร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง จะช่วยสร้างความมั่นใจถึงปริมาณน้ำมันในประเทศว่า ยังเพียงพอ และไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ขอให้ผู้ค้าน้ำมันพิจารณาบริหารการจำหน่ายอย่างเหมาะสม หากพบการซื้อน้ำมันในปริมาณมากผิดปกติ เช่น การนำรถบรรทุกหรือถังขนาดใหญ่เข้ามาซื้อเพื่อกักตุน อาจใช้ดุลยพินิจจำกัดการขาย เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนทั่วไปที่มาใช้บริการตามปกติ

ทั้งนี้ยังเสนอให้แยกช่องทางการจัดหาน้ำมันสำหรับภาคอุตสาหกรรม หรือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้น้ำมันจำนวนมาก โดยให้จัดส่งผ่านระบบขายส่งหรือการเติมในถังของหน่วยงานโดยตรง แทนการมาใช้บริการที่สถานีบริการน้ำมัน ซึ่งจะช่วยลดความแออัดและความกังวลของประชาชน พร้อมย้ำว่า หน่วยงานด้านพลังงานของไทย ยังคงสามารถจัดหาน้ำมันจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการเจรจาซื้อก๊าซและเชื้อเพลิงจากประเทศนอกภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มเติม เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อลดความตื่นตระหนกของประชาชน และยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดการขาดแคลนน้ำมันในระยะใกล้ ไม่จำเป็นต้องกักตุน พร้อมย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินมาตรการทุกด้านอย่างเต็มที่ เพื่อดูแลสถานการณ์พลังงานและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะพยายามทุกวิถีทางในการจัดหาเชื้อเพลิงและสิ่งจำเป็นให้ประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถานการณ์โดยรวมยังคงดำเนินไปได้อย่างปกติ

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศไทยยังอยู่ในระดับเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศไม่น้อยกว่า 96 วัน ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่การขาดแคลนน้ำมัน แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการระบบขนส่งและการกระจายไปยังสถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันมีเพียงพอ เปรียบเสมือนตู้เอทีเอ็มที่แม้จะมีเงินสำรองจำนวนมาก แต่หากประชาชนกังวลและแห่ถอนเงินพร้อมกัน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีเงินไม่เพียงพอ

โดยที่ประชุมได้หารือแนวทางดำเนินการ 3 ประการ ได้แก่ 1. การสื่อสารสร้างความมั่นใจกับประชาชนว่าน้ำมันมีเพียงพอ 2. การบริหารจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3. การจัดระบบแยกช่องทางจัดหาน้ำมันสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้มาใช้บริการร่วมกับประชาชนที่สถานีบริการน้ำมัน ซึ่งจะช่วยลดความแออัดและความกังวลของประชาชนได้

ขณะที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงกรณีการเติมน้ำมันตามสถานีบริการทั่วประเทศยังดำเนินการได้ตามปกติ และตลอดกว่า 2 สัปดาห์ที่เกิดสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ไทยยังไม่เคยประสบปัญหาน้ำมันขาดแคลน โดยความกังวลที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการซื้อน้ำมันในปริมาณมากเพื่อกักตุน รวมถึงข่าวสารที่คลาดเคลื่อนในสื่อออนไลน์ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการพลังงานเร่งสื่อสารข้อเท็จจริงต่อประชาชน พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยยังสามารถจัดหาน้ำมันและก๊าซจากหลายแหล่งทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง และไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดวิกฤตพลังงานในระยะใกล้

ทั้งนี้ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ อาทิ ปตท. พีที และบางจาก ยืนยันในที่ประชุมว่าสต็อกน้ำมันของประเทศยังมีเพียงพอ พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ แต่จำเป็นต้องบริหารจัดการการขนส่งและการเติมน้ำมันในบางสถานีบริการอย่างเหมาะสมเท่านั้น

ภายหลังการประชุม นายเอกนิติ พร้อมด้วยนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมทั้งผู้แทนบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายสำคัญของประเทศ อาทิ บริษัท ปตท. บริษัท บางจาก บริษัท พีที บริษัท เชลล์ บริษัท ซัสโก้ และบริษัท คาลเท็กซ์ ร่วมกันแถลงข่าว

นายเอกนิติ ย้ำว่า สถานการณ์น้ำมันของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีภาวะขาดแคลน โดยตั้งแต่ต้นทางของน้ำมันดิบจนถึงการกระจายสู่สถานีบริการ ซึ่งความกังวลของประชาชนในช่วงสถานการณ์ความไม่แน่นอนของภูมิภาค อาจทำให้เกิดการเร่งซื้อหรือกักตุน ส่งผลให้บางสถานีบริการมีน้ำมันจำหน่ายน้อยกว่าปกติในบางช่วงเวลา ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน โดยกรมธุรกิจพลังงาน ประสานความร่วมมือกับผู้ค้าน้ำมันทั่วประเทศ สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน และบริหารจัดการการกระจายน้ำมันให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

นายสราวุธ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 กรมธุรกิจพลังงานร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ได้ตรวจสอบปริมาณน้ำมันสำรองทั่วประเทศในคลังน้ำมันจำนวน 53 คลัง รวม 589 ถัง พบว่ามีน้ำมันสำรองเพื่อการค้าประมาณ 1,400 ล้านลิตร และน้ำมันสำรองตามกฎหมายประมาณ 3,400 ล้านลิตร รวมกันคิดเป็นปริมาณสำรองราว 39 วัน นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งอีกประมาณ 27 วัน และปริมาณน้ำมันที่มีสัญญาจัดหายืนยันแล้วอีกประมาณ 30 วัน ส่งผลให้ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองรวมขั้นต่ำประมาณ 96 วัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่งและการกระจายน้ำมัน ให้สามารถจัดสรรน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็วและเพียงพอต่อความต้องการ

ด้าน ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท. ได้เตรียมความพร้อมด้านการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง โดยมีเครือข่ายการจัดหาน้ำมันจากหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งจากสหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก และภูมิภาคลาตินอเมริกา เพื่อรองรับความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลก พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยยังมีแหล่งจัดหาน้ำมันที่เพียงพอ และสามารถนำเข้าน้ำมันดิบได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของ ปตท. ซึ่งดูแลกำลังการจัดหาน้ำมันประมาณร้อยละ 60 ของการใช้ทั้งประเทศ ยังคงสามารถจัดหาและบริหารจัดการน้ำมันได้ตามปกติ โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเติมสต็อกและรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ผู้แทนบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายสำคัญของประเทศ อาทิ บริษัท ปตท. บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย บริษัท พีที บริษัท บางจาก บริษัท ซัสโก้ และบริษัท คาลเท็กซ์ ต่างยืนยันตรงกันว่าสามารถบริหารจัดการปริมาณน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในบางพื้นที่อาจเกิดภาวะน้ำมันหมดชั่วคราวในบางช่วงเวลา เนื่องจากความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติในระยะนี้ แต่ได้เร่งเพิ่มการขนส่งและกระจายน้ำมัน เพื่อให้สถานีบริการสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเพียงพอ

นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับภาคเอกชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ พบว่าผู้ประกอบการบางส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมัน อย่างไรก็ตามได้มีการชี้แจงให้ผู้ประกอบการทราบว่าน้ำมันยังมีเพียงพอ โดยในบางกรณีที่รถบรรทุกขนส่งเข้าคิวเติมน้ำมันที่สถานีบริการ เนื่องจากราคาถูกกว่าการเติมผ่านผู้ค้าส่ง (Jobber) ส่งผลให้ความต้องการเพิ่มสูงขึ้นในบางช่วง ซึ่งภาครัฐจะพิจารณามาตรการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสมดุลในการกระจายน้ำมัน

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยังได้ประชุมศูนย์ประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศปค.) เพื่อชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ในการบูรณาการข้อมูลสถานการณ์ด้านพลังงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อกำกับดูแลมิให้มีการกักตุนหรือฉกฉวยโอกาสจากสถานการณ์ปัจจุบัน กรมธุรกิจพลังงาน จึงขอให้เจ้าหน้าที่ของกรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานีบริการของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 11 (สถานีบริการ) ซึ่งหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกักตุนหรือฉกฉวยโอกาส จะต้องให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป ทั้งนี้ กรมธุรกิจพลังงาน ได้เร่งประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่) เร่งจัดส่งน้ำมันไปยังพื้นที่ให้มีน้ำมันเพียงพอ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน

นอกจากนี้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้ดำเนินการ 3 แนวทางเพิ่มเติม ได้แก่ 1. มอบหมายรองผู้ว่าราชการจังหวัด กำกับดูแลและรับผิดชอบการติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานในจังหวัด บูรณาการติดตามสถานการณ์พลังงานและแนวโน้มผลกระทบในพื้นที่อย่างใกล้ชิดร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. กำกับดูแลและเฝ้าระวังสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ให้เป็นไปตามภาวะปกติ และหากพบปัญหาหรือสถานการณ์ผิดปกติให้รายงานกระทรวงมหาดไทยโดยด่วน และรายงานต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน และ 3. สื่อสารทำความเข้าใจสถานการณ์พลังงานให้กับผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง (Jobber) ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ผ่านนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หอกระจายข่าว และช่องทางประชาสัมพันธ์ของจังหวัด โดยให้เน้นประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องจากภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นใจ ลดความตื่นตระหนก และป้องกันการกักตุนหรือการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการจัดจำหน่ายพลังงาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง