นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุม ศบก. ครั้งที่ 5/2569 โดยมีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง การท่องเที่ยว แรงงาน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมทั้งรูปแบบ onsite และ online
นายพิพัฒน์ กล่าวถึงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมัน หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและประเทศไทย รัฐบาลจึงได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการด้านพลังงาน และการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้า และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน
สำหรับมาตรการตรึงราคาน้ำมันในช่วง 15 วันที่ผ่านมา และมีกำหนดสิ้นสุดลงวันที่ 17 มีนาคม 2569 ประกอบกับภาระการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การประชุมในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการราคาน้ำมันของประเทศในระยะต่อไปอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการน้ำมัน ตลอดจนปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและไม่ก่อให้เกิดภาระต่อประชาชนและภาคธุรกิจเกินความจำเป็น
ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของ ศบก. ในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประเด็นที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ ผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงแนวทางการดูแลราคาน้ำมันและการหาแหล่งพลังงานทางเลือกนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง การป้องกันการกักตุนน้ำมันและพลังงานเชื้อเพลิง และมาตรการการประหยัดพลังงานของรัฐบาล สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางและการดูแลคนไทยที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งเน้นย้ำให้มีการประกาศราคาหน้าคลังน้ำมันและโรงกลั่นอย่างชัดเจน เพิ่มเติมจากหน้าสถานีบริการน้ำมัน
ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง จนทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกภายในประเทศกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น หากนำมาเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน จะพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินน้อยที่สุด และเป็นประเทศเดียว ที่ยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้เท่าเดิมตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์ เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม การอุดหนุนราคาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ปัจจุบันกองทุนฯ ต้องแบกรับภาระและติดลบไปแล้ว 16,500 ล้านบาท กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล โดยกำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร แต่จะทยอยปรับครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งหลังจากนี้จะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อพิจารณาแนวทางปรับขึ้นราคาที่เหมาะสมในระยะต่อไป รวมทั้งเตรียมแผนเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลเป็นทางเลือก ซึ่งจะมีราคาต่ำ ได้แก่ น้ำมันดีเซล B10 สำหรับรถยนต์ทั่วไป (คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการระยะแรกประมาณ 1 เดือน) และ B20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ (คาดว่าจะใช้เวลาเริ่มในระยะแรกภายใน 1 สัปดาห์) จะมุ่งจำหน่ายในลักษณะขายส่งเพื่อช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง ภาคการเกษตร และภาคก่อสร้าง ซึ่งเดิมเคยซื้อน้ำมันผ่านผู้ค้าขายส่งหรือ Jobber แต่ในช่วงที่ผ่านมาเกิดข้อจำกัดด้านต้นทุน เนื่องจากราคาหน้าโรงกลั่นสูงกว่าราคาหน้าสถานีบริการเล็กน้อย ทำให้ Jobber ไม่สามารถรับภาระต้นทุนการขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่นได้ ส่งผลให้ผู้ใช้น้ำมันในภาคอุตสาหกรรมจำนวนหนึ่งหันมาเติมน้ำมันจากสถานีบริการแทน ซึ่งทำให้เกิดความแออัดในปั๊มน้ำมันช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ จะปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดในอัตราลิตรละ 1 บาท และปรับลดราคาน้ำมัน E20 ลิตรละ 79 สตางค์ ส่งผลให้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ กับ E20 มีส่วนต่าง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งการปรับราคาครั้งนี้
เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาเติม E20 มากขึ้น เนื่องจาก E20 เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอล ซึ่งผลิตได้เองภายในประเทศ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรและจะทำให้ลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบที่มาจากต่างประเทศ และจะทำให้ปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ส่วนปัญหาสถานีบริการขาดแคลนน้ำมันนั้น กระทรวงพลังงาน ได้เร่งให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มจำนวนรถขนส่งน้ำมัน เพิ่มรอบการวิ่ง สั่งการให้เปิดคลังน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง และขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร ผ่อนปรนระยะเวลารถขนส่งน้ำมัน เพื่อเร่งกระจายน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการต่าง ๆ ให้รวดเร็ว เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด รวมถึงการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการยกเว้นข้อจำกัดบางประการเพื่อให้รถขนน้ำมันที่ติดขัดเรื่อง spec ให้สามารถนำมาขนน้ำมันเพิ่มเติมได้ แต่ต้องมีความปลอดภัย
ขอให้ประชาชนเข้าใจในวิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเวลานี้ กระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินทุกมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ขอยืนยันว่า จะดำเนินทุกมาตรการอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการราคา และการเร่งแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการ อีกทั้งขอความร่วมมือให้ช่วยกันใช้น้ำมันอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด และขออย่าตื่นตระหนกจนกักตุนน้ำมัน เพราะนอกจากจะทำให้เกิดสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนในวงกว้างแล้ว การเก็บรักษาน้ำมันไว้ในภาชนะที่ไม่เหมาะสมยังเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายร้ายแรงอีกด้วย
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันรวม 6 โรง มีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 175 ล้านลิตรต่อวัน สามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อใช้ในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งน้ำมันเบนซิน ดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา และก๊าซหุงต้ม แต่ในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บางสถานีบริการเกิดปัญหาการจัดส่งน้ำมันไม่ทันต่อความต้องการ โดยกระทรวงพลังงานได้เร่งประสานโรงกลั่นให้เดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง พร้อมทั้งประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่) ให้กระจายเชื้อเพลิงไปยังผู้ค้ารายย่อยและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำมันสำรองในประเทศรวมกับน้ำมันสำรองตามกฎหมายประมาณ 42 วัน และมีน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งอีกประมาณ 29 วัน รวมทั้งมีการจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมจากแหล่งต่างประเทศ เช่น แองโกลา และสหรัฐอเมริกา ทำให้ปัจจุบันประเทศไทย มีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 101 วัน นอกจากนี้ได้ร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศตรวจสอบสต๊อกน้ำมันในคลังรวม 53 คลัง 589 ถัง และตรวจสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศแล้วกว่า 1,502 แห่ง พบว่ามีสถานีบริการบางแห่งต้องปิดชั่วคราวจากการขนส่งที่ไม่ทันต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่พบการกักตุนเชื้อเพลิง ขอย้ำว่า ประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ และขอให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องกักตุน พร้อมขอความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างประหยัดในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รายงานมาตรการดูแลราคาสินค้าและบริการ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2542 มีสินค้าควบคุมและบริการควบคุม จำนวน 59 รายการ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้า 8 รายการที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และอาหารสัตว์ กระทรวงฯ มีมาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้น โดยต้องยื่นขออนุญาตขึ้นราคาต่อกรมการค้าภายในก่อน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับขึ้นราคาสินค้า และขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าไว้เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกันได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการทำสินค้าในราคาพิเศษสำหรับหมวดหมู่ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันในราคาที่เหมาะสมให้กับร้านค้าขายปลีกขายส่ง กระจายสินค้าราคาประหยัดให้ทุกพื้นที่ทุกจังหวัด และจะจัดโครงการธงฟ้าจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกให้กับประชาชนในจุดที่จำเป็น สำหรับมาตรการถัดไปจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการสอดคล้องกับโครงสร้างต้นทุน ป้องกันไม่ให้มีการกักตุน เก็งราคา และไม่ปล่อยให้มีผู้ใดฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน พร้อมสั่งการพาณิชย์จังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามอย่างใกล้ชิดทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสขึ้นราคา และขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสหากพบการขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เป็นธรรม ผ่านสายด่วน 1569
นอกจากนี้ ได้มีมาตรการลดต้นทุนทั้งระบบ ได้แก่ 1) การลดต้นทุนปุ๋ย ซึ่งมีสต๊อกปุ๋ยในประเทศใช้ได้ถึงเดือนพฤษภาคม และอยู่ระหว่างการขนส่ง ซึ่งจะมาเติมสต๊อกและสามารถใช้ได้ถึงเดือนสิงหาคม ส่งผลให้ยังสามารถควบคุมราคาปุ๋ยได้ ขณะเดียวกันยังสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น พร้อมทั้งมีโครงการลดต้นทุนให้เกษตรกร ผ่านโครงการธงเขียว 2) วัตถุดิบอาหารสัตว์ ยังมีสต๊อกเพียงพอ และมีมาตรการรองรับโดยสนับสนุนให้ใช้วัตถุดิบทดแทน เช่น ปลายข้าว และมันเส้น 3) เม็ดพลาสติกที่จะนำมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร มีสต๊อกประมาณ 4 เดือน 4) การลดต้นทุนพลังงาน พร้อมสนับสนุนนโยบายการใช้พืชเกษตรผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้ปาล์มดิบเพิ่มขึ้น และเกษตรกรได้ผลผลิตราคาดีขึ้น ยืนยันว่า สถานการณ์สินค้าและราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ สินค้าอุปโภคบริโภคยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ
ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นในช่วงสัปดาห์แรกของเหตุการณ์ ผลกระทบต่อ GDP ไทยยังอยู่ในกรอบเดิม แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ได้จัดทำฉากทัศน์ไว้ 3 กรณี เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป กรณีแรก คือความขัดแย้งจำกัดวงอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางและยุติภายใน 1 เดือน ซึ่งจะทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีข้อจำกัดเพียงระยะสั้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 75-85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1% กรณีที่ 2 คือสถานการณ์ยืดเยื้อประมาณ 3 เดือน และการผลิตรวมทั้งการขนส่งน้ำมันดิบในภูมิภาคมีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง หลายประเทศเริ่มมีภาวะถดถอยและเงินเฟ้อสูงขึ้น โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 95-105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.9% ส่วนกรณีที่ 3 คือภาวะสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทุกประเทศรวมถึงประเทศไทย โดยในระยะนี้ สภาพัฒน์ฯ อยู่ระหว่างประเมินผลกระทบเชิงลึกต่อเศรษฐกิจโลก ปริมาณการค้า และผลต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติม ก่อนเสนอผลการประเมินและมาตรการรองรับตามขั้นตอนต่อไป
สำหรับผลกระทบหลักที่เริ่มเห็นชัดอยู่ในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคขนส่ง ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มมีมาตรการช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว และสภาพัฒน์ฯ กำลังรวบรวมมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเตรียมรองรับ หากสถานการณ์ยืดเยื้อและส่งผลกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะต่อกลุ่มเปราะบาง ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ SMEs และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนการเตรียมพร้อมเรื่องยารักษาโรค นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกโรงพยาบาลตรวจสอบสต๊อกยา และแหล่งจัดหายาว่ามาจากที่ใดบ้าง ขณะนี้ยืนยันว่ายังมียาเพียงพอ
ในสต๊อกหลายเดือน เนื่องจากไทยซื้อยาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน ไม่ได้ซื้อยาจากประเทศแถบตะวันออกกลาง แต่ไม่ได้ประมาท เพราะคาดการณ์ว่าการขนส่งที่อาจล่าช้า และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ราคายามีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จึงได้ประสานกับภาคเอกชนและโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ไม่มีปัญหา ส่วนรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลนั้น ยังอยู่ในภาวะปกติ และได้สั่งการให้โรงพยาบาลเตรียมความพร้อมการออกตรวจผู้ป่วยให้ไม่ติดขัด และขณะนี้ยังไม่ต้องมีการประสานขอสำรองน้ำมันสำหรับรถฉุกเฉิน








