นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงในการเปิดการประชุมเต็มคณะของการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง (Global Fraud Summit) สาธารณรัฐออสเตรีย ในหัวข้อ “Scam centres: the rising sophistication and cross-border impact of fraud” ณ ศูนย์ระหว่างประเทศกรุงเวียนนา โดยได้ย้ำความสำคัญของไทยในการต่อต้านการฉ้อโกง โดยเฉพาะการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scams) ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการแสวงประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ทันสมัย และพื้นที่ซึ่งธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรมอ่อนแอหรือขาดหาย ส่งผลกระทบต่อประชาชนนับล้านคนทั่วโลก ทั้งด้านความมั่นคง และเศรษฐกิจ รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยความร่วมมือระหว่างประเทศมีความสำคัญในการจัดการกับอาชญากรรมดังกล่าว
โดยไทยได้ประกาศให้การต่อต้านอาชญากรรมการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตเป็นวาระแห่งชาติ และยกระดับการดำเนินการทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ อาทิ การจัดตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการส่งเสริมความร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) และองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (International Criminal Police Organization: INTERPOL) รวมถึงภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ส่งเสริมการสืบสวนสอบสวนและการตอบสนองข้ามพรมแดนอย่างทันท่วงที และเสริมสร้างขีดความสามารถในการติดตามและนำทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิดคืนสู่ผู้เสียหายโดยเร็ว
ที่ผ่านมาไทยได้ผลักดันการปราบปรามการฉ้อโกง โดยเฉพาะ online scams ผ่านเวทีการประชุมระหว่างประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยการเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เป็นการยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการผลักดันประเด็นการต่อต้านการฉ้อโกงให้เป็นวาระสำคัญของโลก และต่อยอดผลการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams) เมื่อวันที่ 17 – 18 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความตระหนักในระดับโลกถึงปัญหาอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และความร่วมมือเพื่อปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ไปด้วยกัน
จากนั้นได้กล่าวถ้อยแถลงและประกาศคำมั่นเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงของประเทศไทยในกิจกรรม High-level Special Session on national commitment/ pledges on combatting fraud ในการประชุมดังกล่าว ซึ่งย้ำว่า การฉ้อโกงในระดับโลก โดยเฉพาะการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scams) เป็นภัยคุกคามเร่งด่วนต่อประชาคมระหว่างประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านการเงินและละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงการค้ามนุษย์เพื่อบังคับให้กระทำผิด (forced criminality) โดยเครือข่ายอาชญากรเหล่านี้ดำเนินการข้ามพรมแดน ทำให้มีความยากลำบากต่อการปราบปรามอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ประชาคมระหว่างประเทศจึงต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือกับขบวนการฉ้อโกง พร้อมแสดงความรับผิดชอบและเจตนารมณ์ทางการเมืองต่อการทำลายเครือข่ายอาชญากรหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะประเทศที่เป็นแหล่งของปฏิบัติการผิดกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งไทยมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และความมุ่งมั่น
ที่จะทำงานร่วมกับหุ้นส่วนจากทุกภูมิภาคทั่วโลกในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ พร้อมทั้งประกาศคำมั่นว่า
1. ประเทศไทยจะเสริมสร้างและบังคับใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
2. พัฒนาการบูรณาการข้อมูลและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อพัฒนาการตรวจจับการฉ้อโกงและเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามเส้นทางการทำธุรกรรม
3. เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและภาคส่วนต่างๆ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวกรอง และพยานหลักฐาน
พร้อมกันนี้ยังได้ลงนามรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ 2 ฉบับ ได้แก่ (1) Call to Action on Combatting Fraud และ (2) Global Public-Private Partnership Framework against Fraud โดยมีนาย John Brandolino รักษาการผู้อำนวยการบริหารสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) และรักษาการผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา พร้อมผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ได้แก่ นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมเป็นสักขีพยาน
นอกจากนี้ ยังได้กล่าวเปิดกิจกรรมคู่ขนาน จัดโดยสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) ในหัวข้อ “Intelligent Threats with a Global Reach: The Evolution of Scam Centres and Cybercrime in Southeast Asia” โดยได้สะท้อนถึงภัยคุกคามจากอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scams) ต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งของศูนย์ปฏิบัติการการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ส่งผลให้ประเทศในภูมิภาครวมถึงไทย เป็นด่านหน้าและรับผลกระทบจากอาชญากรรมเหล่านี้ พร้อมย้ำว่า อาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตมีความซับซ้อนและมีวิวัฒนาการที่รวดเร็ว โดยไม่ได้เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อสิทธิมนุษยชนในหลายมิติ ดังนั้น ประเทศต่างๆ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อปราบปรามปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลการประชุมดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การเชื่อมโยงและสอดประสานความพยายามของทุกฝ่ายเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหา ซึ่งกิจกรรมคู่ขนานนี้จะช่วยตอบโจทย์ในเรื่องดังกล่าว และการเข้าร่วมการประชุมของประเทศไทยในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทอย่างต่อเนื่องของประเทศในการผลักดันประเด็นการต่อต้านการฉ้อโกง โดยเฉพาะอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ให้เป็นวาระสำคัญของโลก และย้ำความสำคัญของการส่งเสริมหลักนิติธรรม การเสริมสร้างความตระหนักรู้และภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ร้ายแรงดังกล่าว
อีกทั้ง นายสีหศักดิ์ ยังได้หารือกับนางสาวชาร์ล็อตต์ คูเกิลเบิร์ก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรมราชอาณาจักรสวีเดน ซึ่งทั้งสองฝ่ายย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านการฉ้อโกง โดยเฉพาะอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ ทั้งนี้นางสาวชาร์ล็อตต์ ขอบคุณประเทศไทยสำหรับความร่วมมือในการปฏิบัติการจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการฟอกเงินและหวังที่จะกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในด้านนี้ต่อไป
นายสีหศักดิ์ ได้หารือกับนางเบอาเทอ ไมเนิล-ไรซิงเงอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐออสเตรีย โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การส่งเสริมระบอบพหุภาคีนิยม ความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ทั้งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) และ องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Co-operation in Europe : OSCE) ในฐานะที่ประเทศไทยเป็น Asian Partner for Co-operation รวมถึงการสนับสนุนบทบาทของออสเตรียกับอาเซียน และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคอื่นๆ โดยฝ่ายไทย ยืนยันสนับสนุนบทบาทและความร่วมมือของออสเตรียต่ออาเซียน นอกจากนี้ได้หารือการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรีย ทั้งสองฝ่ายแสดงความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการยกระดับกลไกความร่วมมือด้านการเมือง การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยเฉพาะพลังงานทางเลือก การพัฒนาคนและทักษะฝีมือแรงงาน และความร่วมมือด้านการศึกษา








