นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังการหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคประมงทะเล ร่วมกับสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ว่า ได้ประสานกับสมาคมประมงแห่งประเทศในการหารือการใช้น้ำมันกลุ่มประมง โดยเฉพาะในเรือที่ทำประมงในน่านน้ำไทย โดยปกติกลุ่มประมงใช้น้ำมันเขียว ซึ่งเป็นน้ำมันที่ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต ราคาประมาณ 10 บาท ถูกกว่าน้ำมันที่สถานีบริการ อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันจึงทำให้กลุ่มประมงไม่สามารถอยู่ได้
สำหรับการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น จะเอาน้ำมัน B20 ไปให้กลุ่มเรือประมงใช้ก่อน เพราะกลุ่มเรือประมงสามารถใช้ B20 ได้ทั้งหมดทุกลำ ทำให้ได้ต้นทุนถูกกว่า B7 ถึง 5 บาท ซึ่งในขณะที่ยังไม่ได้มีโอกาสได้ปรับโครงสร้างอะไรทั้งหมดขอให้ทางกลุ่มประมงใช้ B20 ไปก่อน ในวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.69) กลุ่มประมงจะเข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภา เพื่อนำเสนอถึงปัญหาที่ได้รับและเชื่อว่าจะได้รับคำตอบที่ดี ทั้งเรื่ององค์ประกอบ โครงสร้างภาษี นอกจากนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วม เพื่อหาทางออกให้กับสมาคมประมง
ส่วนกรณีที่กลุ่มประมงระบุว่า หากน้ำมันไม่ลดทำให้ต้องการจอดเรือ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ นายพิพัฒน์ ระบุว่า การจอดเรือไม่ได้ประท้วง การที่จอดเรือของสมาคมประมง หมายความว่า ออกไปแล้วขาดทุน จึงไม่สามารถที่จะออกได้ เพื่อไม่ให้ขาดทุน ตนเองไม่อยากเห็นภาพการประท้วง หากมีปัญหาให้ส่งตัวแทนมาหารือกับทางรัฐบาล เพื่อหาทางออกจะดีกว่า
สำหรับการรวมตัวที่แหลมฉบัง ถึงการนำน้ำมันสต็อกเก่ามาขายในราคาแพง นายพิพัฒน์ ระบุว่า การสั่งซื้อน้ำมันดิบ ไม่ใช่ซื้อวันนี้แล้วได้น้ำมันวันนี้ จะต้องมีการสั่งซื้อล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน ดังนั้นน้ำมันที่นำมากลั่นและขายในปัจจุบัน เป็นน้ำมันที่สั่งซื้อไว้ก่อนเกิดเหตุการณ์ต่างๆ เช่น สงคราม แม้จะมีคำถามว่าน้ำมันเคยซื้อในราคาถูก เหตุใดจึงขายแพง แต่ในทางกลับกัน หากซื้อน้ำมันไว้ในราคาสูง เช่น 100 เหรียญ และอีก 3 เดือนราคาลดลงเหลือ 60 เหรียญ ผู้บริโภคก็ย่อมไม่ยอมรับการขายในราคาสูงเช่นเดิม จึงต้องยึดหลักความเป็นธรรมในการซื้อขาย ทั้งนี้ การค้าขายมีหลักเกณฑ์และความเสี่ยง ไม่ใช่ได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว วันที่ซื้อน้ำมันในราคาถูกอาจมีกำไร แต่ในอนาคตเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน เช่น สงครามยุติก็อาจขาดทุนได้ จึงควรให้ความเป็นธรรมกับโรงกลั่นและผู้ประกอบการด้วย
นอกจากนี้ ยังขอความเข้าใจจากผู้ใช้น้ำมันว่า ไม่มีใครต้องการเอาเปรียบกัน และในกรณีที่น้ำมันหมดในสถานีบริการ ขอให้เห็นใจพนักงาน เนื่องจากไม่สามารถจัดหาน้ำมันมาเพิ่มได้ทันที หากมีข้อไม่พอใจขอให้มาสะท้อนที่ตนเอง ซึ่งพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นและคำติชม








