รัฐบาลออกมาตรการประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2 ควบคุมราคาสินค้า สั่งผู้ว่าฯ ผ่อนผันรถส่งน้ำมันวิ่ง 24 ชม.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์น้ำมันอย่างใกล้ชิดแบบรายวัน ในกรณีที่สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระจนถึงขีดจำกัด กระทรวงการคลังได้เตรียมแผนสำรองโดยพิจารณาใช้มาตรการทางภาษีสรรพสามิตเข้ามาช่วยพยุงราคา อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานะปัจจุบันที่เป็นรัฐบาลรักษาการ จึงไม่สามารถประกาศปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันได้ในขณะนี้ เนื่องจากติดข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ซึ่งห้ามมิให้รัฐบาลรักษาการอนุมัติโครงการที่สร้างความผูกพันทางการเงินหรือกระทบต่อโครงสร้างรายได้ของรัฐบาลชุดต่อไป การตัดสินใจในประเด็นดังกล่าวจึงต้องรอให้เป็นอำนาจของรัฐบาลชุดใหม่ การเร่งเตรียมความพร้อมทั้งหมดนี้ ถือเป็นการทำงานคู่ขนานไปกับการประคองสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้รัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ สามารถนำมาตรการการช่วยเหลือและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้ไปพิจารณาอนุมัติและเดินหน้าบังคับใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจได้ในทันที และเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการช่วยเหลือประชาชน จึงได้สั่งการให้กระทรวงการคลังบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อประเมินผลกระทบและจัดเตรียมมาตรการเยียวยาแบบเฉพาะกลุ่ม เนื่องจากวิกฤตพลังงานส่งผลกระทบในแต่ละสาขาอาชีพและภาคธุรกิจในระดับที่แตกต่างกัน

นางสาวพัชรี จงรักษ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวในการแถลงข่าวของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า ได้ดำเนินมาตรการลดการใช้พลังงาน ภายใต้แนวคิด “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายเพียงลดการใช้พลังงานเท่านั้น แต่ยังมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศทั้งระบบ ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน มาตรการสำคัญที่ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การเร่งขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมและอาคารธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานสูง ให้ดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงาน เช่น การปรับลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต การกำหนดช่วงเวลาเปิด–ปิดเครื่องจักรที่ใช้พลังงานสูง การปรับอุณหภูมิระบบปรับอากาศ และการจัดทำแผนลดการใช้พลังงานในระยะ 1–3 เดือน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคการผลิต สำหรับภาคประชาชนมีมาตรการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท พร้อมทั้งมีมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า โดยสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 นอกจากนี้ ในปี 2569 ยังเตรียมขยายผลมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพิ่มเติม ผ่านโครงการ Co-pay สำหรับการปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง โดยภาครัฐสนับสนุนร้อยละ 20 สำหรับโรงงานหรืออาคารควบคุม และร้อยละ 30 สำหรับโรงงานหรืออาคารนอกข่ายควบคุม วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย คาดว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 10 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 30,000 ตัน และกระตุ้นการลงทุนกว่า 800 ล้านบาท ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในภาคขนส่ง โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอุปกรณ์และระบบบริหารจัดการขนส่งร้อยละ 20–30 วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาทต่อสถานประกอบการ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 1.86 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ

นอกจากนี้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้เปิดกิจกรรม “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” โดยได้ขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานราชการ 19 กระทรวง รวมถึงโรงงานและอาคารควบคุมทั่วประเทศ ให้ลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐให้ได้ร้อยละ 10 เปิด Energy Clinic ให้คำแนะนำด้านการอนุรักษ์พลังงานให้กับทุกภาคส่วน และขอความร่วมมือประชาชนประหยัดพลังงาน โดยการ Work from Home ใช้ไฟฟ้า น้ำมันเท่าที่จำเป็น

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์พลังงานและแนวโน้มผลกระทบในพื้นที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเป็นกลไกหลักในการสนับสนุนกระทรวงพลังงาน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะด้านพลังงานเชื้อเพลิงให้มีความต่อเนื่องและทั่วถึงในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งจากปัญหาเรื่องการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการที่อาจมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยกลุ่มผู้ค้าน้ำมันมีความประสงค์จะเพิ่มรอบและปริมาณการกระจายน้ำมันออกจากคลังสู่สถานีบริการ กระทรวงพลังงานจึงได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย ขอพิจารณาผ่อนผันให้รถขนส่งน้ำมันสามารถปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 1 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน กระทรวงมหาดไทยจึงได้มีหนังสือสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เน้นย้ำไปยังผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ในฐานะหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตพื้นที่รับผิดชอบให้ความสำคัญกับการผ่อนผันเวลาเดินรถขนส่งน้ำมันเป็นกรณีพิเศษในช่วงนี้ เพื่อให้การขนส่งน้ำมันไปสถานีบริการน้ำมันในชุมชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว และให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง

          สำหรับมาตรการราคาสินค้า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ให้ความสำคัญกับการดูแลราคาสินค้าและผลกระทบต่อประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยดำเนินมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและประชาชน โดยใช้กลไกคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาทบทวนรายการสินค้าควบคุมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน (ประชาพิจารณ์) เพื่อพิจารณาเพิ่มสินค้าที่จำเป็นเข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุมในช่วงวิกฤต

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2568 ปัจจุบันมีสินค้าควบคุมจำนวน 59 รายการ ขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขออนุญาตปรับขึ้นราคาสินค้า ขณะเดียวกันกรมได้ประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ได้แก่ กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่ กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ กลุ่มอาหารกระป๋องโดยเฉพาะปลากระป๋อง กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ

สำหรับการกำกับดูแลสถานการณ์สินค้า กรมการค้าภายในใช้กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ และทบทวนทุก 1 เดือน ได้แก่ กลุ่มสินค้า Sensitive List จำนวน 18 รายการ เช่น ปุ๋ยเคมี ไข่ไก่ เนื้อสุกร น้ำมันพืช น้ำมันดีเซล และเม็ดพลาสติก ซึ่งติดตามราคาทุกวันพร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด กลุ่ม Priority Watch List จำนวน 4 รายการ ได้แก่ อาหารปรุงสำเร็จ นมผง ยาป้องกันศัตรูพืช และเหล็กแผ่นรีดร้อน ติดตามสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันการกักตุน และกลุ่ม Watch List จำนวน 197 รายการ เช่น สบู่ และน้ำยาซักฟอก ตรวจสอบต่อเนื่องทุก 15 วัน ทั้งนี้ หากตรวจพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยกรณีไม่ติดป้ายแสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569

ส่วนการดูแลเกษตรกร ขณะนี้มีสต็อกปุ๋ยในประเทศใช้ได้ถึงเดือนพฤษภาคม ยังสามารถควบคุมราคาปุ๋ยได้ และอยู่ระหว่างรอการขนส่งจากตะวันออกกลางมาเติมสต็อก รวมทั้งเร่งหาแหล่งวัตถุดิบทดแทน หากมีการปรับราคาเนื่องจากโครงสร้างราคาได้รับผลกระทบจากวัตถุดิบที่พึ่งพาการนำเข้า จะมีมาตรการช่วยสนับสนุนลดค่าปุ๋ย ขยายขอบเขตของโครงการปุ๋ยธงเขียว ให้ครอบคลุมถึงช่วงที่เกษตรกรมีความต้องการสูง เช่น ฤดูการปลูกข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม

ขณะนี้สินค้าอุปโภคบริโภคมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ และภายใต้ความไม่แน่นอนขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันบริโภคอย่างประหยัดในปริมาณที่เหมาะสมและจำเป็น เพื่อให้สินค้ากระจายอย่างต่อเนื่องทั่วถึง

สำหรับสถานการณ์สต็อกยารักษาโรค นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า  นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำชับเรื่องความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์เพื่อไม่ให้กระทบต่อการบริการประชาชน โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ติดตามดูแลระบบสำรองยาและเวชภัณฑ์ทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดวัตถุดิบและยาสำเร็จรูป รวมถึงเวชภัณฑ์ที่จำเป็นสำหรับช่วยชีวิต การผ่าตัดและฉุกเฉิน ยังไม่มีปัญหาขาดแคลน และมีปริมาณสำรองเพียงพอสำหรับใช้อย่างน้อย 3 เดือน โดยได้จัดทำกรอบรายการยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น 63 รายการ ตามลำดับความสำคัญ เพื่อติดตามปริมาณคงคลังทุกสัปดาห์ พร้อมหาแหล่งวัตถุดิบยาและเวชภัณฑ์สำรองเพิ่มเติม ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งผลิตในพื้นที่ขัดแย้ง ทบทวนการกำหนดราคากลางยาจากการที่ต้นทุนราคายาเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งพิจารณาการใช้ภาชนะบรรจุชนิดอื่นทดแทนพลาสติก หรือหาวิธีฆ่าเชื้อ หากจำเป็นต้องใช้ภาชนะบรรจุซ้ำ อีกทั้งกำชับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศประเมินความเสี่ยงและผลกระทบจากวิกฤติน้ำมัน จัดทำแผนความต่อเนื่องในการดำเนินการ (BCP) กรณีวิกฤตพลังงานของจังหวัด เร่งรัดการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้บริการผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนส่งผลต่อยาแผนปัจจุบัน ให้พิจารณาใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร 32 รายการทดแทน ซึ่งครอบคลุมในหลายกลุ่มอาการ เช่น กลุ่มอาการไข้หวัด (ฟ้าทะลายโจร/มะขามป้อม) กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ (เถาวัลย์เปรียง/ครีมไพล) กลุ่มอาการชาจากอัมพฤกษ์-อัมพาต (น้ำมันกัญชา/ตำรับยาทำลายพระสุเมรุ) และกลุ่มอาการนอนไม่หลับ (น้ำมันกัญชา/ศุขไสยาศน์) เป็นต้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง