นายกฯ เรียกหน่วยงานร่วมหารือแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน “พิพัฒน์” ขอผู้ประกอบการขนส่งตรึงราคาค่าโดยสาร บรรเทาค่าครองชีพประชาชน

สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เข้าพบนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคการประมง โดยมีนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า นายไตรฤกษ์ มือสันทัด ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย นายมงคล สุขเจริญคณา ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมเจ้าท่า กรมธุรกิจพลังงาน เข้าร่วม นายพิพัฒน์ ได้ขอบคุณสมาคมการประมงที่เข้ามาหารือกัน ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ให้เป็นผู้ดำเนินการหารือ และเป็นศูนย์รวมของการแก้ปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ขอให้ทุกหน่วยงานที่มีประเด็นหารือเข้ามาร่วมพูดคุยกันเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

สำหรับการหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงภาคการประมงครั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันชาวประมงซื้อน้ำมันเขียว (น้ำมันดีเซลสำหรับเรือประมง) โดยไม่ต้องเสียภาษี แต่ภายหลังเกิดวิกฤต ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ปรับตัวสูงขึ้น เมื่อนำราคาน้ำมันดังกล่าวมาคำนวณ พบว่า ราคาน้ำมันกลั่น (ที่จะนำมากลั่นเป็นน้ำมันเขียว) สูงกว่าราคาน้ำมันบนบก ส่งผลให้ชาวประมงต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น โดยจะนำข้อมูลที่ได้รับไปประกอบการพิจารณาและเสนอต่อที่ประชุมต่อไป โดยสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ได้มีข้อเสนอ อาทิ การขอลดค่าการกลั่นน้ำมันเขียวของโรงกลั่น การช่วยเหลือเรือประมงพื้นบ้านให้สามารถซื้อน้ำมันได้ ในราคาที่ถูกลงรวมถึงประเด็นผลกระทบจากการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้ราคาสัตว์น้ำปรับตัวลดลง

จากผลกระทบของสถานการณ์ตะวันออกกลาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สมาคมโรงกลั่น สมาคมผู้ค้า สมาคมอุตสาหกรรม และสมาคมขนส่งน้ำมัน เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน วันที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. หลังเสร็จสิ้นกระบวนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภา

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ ยังขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่งทุกภาคส่วน ตรึงอัตราค่าโดยสาร ในช่วงที่รัฐบาลยังคงมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และสั่งการให้เร่งดำเนินมาตรการดูแลในแต่ละระบบการขนส่งอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะ กรมเจ้าท่า ให้กำกับดูแลการขนส่งทางน้ำอย่างใกล้ชิด ทั้งการตรวจสอบผู้ประกอบการเรือโดยสาร และเรือขนส่งสินค้า ไม่ให้เรียกเก็บค่าบริการเกินอัตราที่กำหนด รวมถึงติดตามสถานการณ์ค่าระวางสินค้าระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จากกรณีที่มีข่าวว่าเรือคลองแสนแสบประกาศขึ้นราคา ระยะละ 1 บาทในสัปดาห์นี้ จากเดิม ราคา 11 – 21 บาท เป็น 12 – 22 บาท ตามระยะทาง

ด้านนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า ได้ประสานงานกับผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด อาทิ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ผู้ประกอบการเรือโดยสารคลองแสนแสบ ซึ่งได้รับการยืนยันว่า ยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารแต่อย่างใด เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารจะต้องเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรือเดินประจำทาง เรื่อง การกำหนดอัตราค่าโดยสารเรือเดินประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และต้องพิจารณาตามโครงสร้างต้นทุน โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสำคัญ กระทรวงคมนาคมยืนยันเดินหน้าดูแลระบบขนส่งทุกมิติอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา และสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนในช่วงสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนในระดับโลก

ขณะที่ นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อเส้นทางบินระหว่างยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย รวมถึงปริมาณเที่ยวบินในประเทศไทย พบว่า ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงปัจจุบัน มีสายการบินต่างๆ ของภูมิภาคตะวันออกกลาง ยกเลิกเที่ยวบินมายังประเทศไทยแล้วกว่า 1,000 เที่ยวบิน นับจากเกิดเหตุการณ์ หรือคิดเป็นประมาณ 3% ของปริมาณเที่ยวบินทั้งหมด โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีการยกเลิกเที่ยวบิน กว่า 600 เที่ยวบิน และท่าอากาศยานภูเก็ต กว่า 400 เที่ยวบิน รวมทั้งท่าอากาศยานกระบี่ เชียงใหม่ และดอนเมือง

ทั้งนี้ บวท. ได้วิเคราะห์สถานการณ์ โดยพิจารณาจากทั้งปัจจัยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้ง รวมถึงวิกฤตการณ์ด้านพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น และสายการบินต่างๆ มีการทยอยปรับอัตราค่าโดยสารเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดรับกับต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงดัง คาดว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินยังคงมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้การเติบโตจะต่ำกว่าก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยคาดว่าปริมาณเที่ยวบินปี 2569 จะเติบโตกว่าปี 2568 ไม่เกิน 3% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและแนวโน้มของสถานการณ์ในระยะต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง