กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรด้านยา เวชภัณฑ์ และพลังงาน เพื่อให้การให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทรัพยากรสำคัญ ได้แก่ ยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งานประมาณ 3–4 เดือน
กองบริหารการสาธารณสุข (กบรส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดำเนินการติดตามและประสานงานทั้งด้านอุปทาน (Supply) กับผู้ผลิตและผู้นำเข้า และด้านอุปสงค์ (Demand) จากสถานพยาบาลทั่วประเทศ โดยใช้ระบบข้อมูลบริหารเวชภัณฑ์ออนไลน์ในการรวบรวมข้อมูลคงคลังจากโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชน รวม 904 แห่ง เพื่อติดตามปริมาณยาในแต่ละพื้นที่อย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน ได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวังยาในกลุ่มที่มีความอ่อนไหว ทั้งด้านวัตถุดิบ การผลิตในประเทศ และการนำเข้า โดยเฉพาะยาสำหรับโรคเรื้อรังและยาจิตเวช เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนยาในผู้ป่วย พร้อมทั้งให้สถานพยาบาลบริหารจัดการการใช้ยาให้เหมาะสมตามบริบทของพื้นที่
ด้านพลังงาน กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเคร่งครัด โดยปรับรูปแบบการให้บริการ เช่น การส่งเสริมระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และบริการ Health Rider เพื่อจัดส่งยาให้ผู้ป่วยถึงบ้าน เพื่อลดการเดินทางและลดการใช้พลังงานทั้งในส่วนของสถานพยาบาลและประชาชน
นอกจากนี้ ยังได้ปรับแนวทางการจ่ายยาสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมทั้งสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความตื่นตระหนก รวมถึงประสานงานกับสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ เพื่อสำรองและจัดระบบสนับสนุนรถพยาบาลฉุกเฉินให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีอุปสรรค
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่ามีระบบติดตามและบริหารจัดการสต๊อกยาอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับสถานการณ์ในทุกมิติ แม้ภาวะภายนอกจะมีความผันผวน แต่การดูแลสุขภาพของประชาชนจะยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง








