22 มี.ค. “วันน้ำโลก” นายกฯ เชิญชวนคนไทย ช่วยอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

“น้ำ” เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในร่างกาย เพราะร่างกายมีน้ำเป็นส่วนประกอบร้อยละ 60-70 ในแต่ละวันร่างกายต้องการน้ำ 2 ลิตรต่อวัน หรือดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว อีกทั้งน้ำยังเป็นทรัพยากรสำคัญที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทั้งในด้านการบริโภคและอุปโภค พื้นที่ 2 ใน 3 ของโลก ถูกปกคลุมด้วยน้ำ แต่ส่วนใหญ่เป็นน้ำเค็มในทะเลและมหาสมุทร ทำให้น้ำจืดมีเพียง 3% เท่านั้น และที่สำคัญคือ 2 ใน 3 ของน้ำจืดไม่สามารถนำมาใช้ได้ หรือไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันที ทำให้ปริมาณน้ำจืดที่นำมาใช้หล่อเลี้ยงประชากรโลก ที่มีกว่า 8,000 ล้านคนได้มีปริมาณเพียง 0.3 ส่วนเท่านั้น

องค์การสหประชาชาติ ได้ตระหนักถึงปัญหาขาดแคลนน้ำที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาจก่อให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำในอนาคต ดังนั้น ในปี ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535) สมัชชาสหประชาชาติ จึงได้ประกาศให้วันที่ 22 มีนาคม ของทุกปี เป็น “วันน้ำโลก” หรือ “World Water Day” เพื่อเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของน้ำอันเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลก มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ การใช้น้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค รวมถึงใช้เพื่อการเกษตร และภาคอุตสาหกรรมที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวแก่คนทั่วโลก ในการอนุรักษ์น้ำ และการพัฒนาแหล่งน้ำ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2558 ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 70 ประเทศไทยและประเทศสมาชิกสหประชาชาติ รวม 193 ประเทศ ร่วมลงนามรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development) กำหนดให้มีเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป็นแนวทางให้แต่ละประเทศดำเนินการร่วมกัน ใน 17 เป้าหมาย โดยเรื่องน้ำสะอาดและสุขาภิบาล เป็นเป้าหมายที่ 6 ประกอบด้วย

1. บรรลุเป้าหมายให้ทุกคนเข้าถึงน้ำดื่มที่ปลอดภัยและมีราคาที่สามารถเข้าถึงได้

2. บรรลุเป้าหมายการให้ทุกคนเข้าถึงสุขาภิบาลและสุขอนามัยที่พอเพียงและเป็นธรรมและยุติการขับถ่ายในที่โล่ง โดยให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อความต้องการของผู้หญิง เด็กหญิง และกลุ่มที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง

3. ปรับปรุงคุณภาพน้ำ โดยการลดมลพิษ ขจัดการทิ้งขยะและลดการปล่อยทิ้งสารเคมีอันตรายและวัตถุอันตราย ลดสัดส่วนน้ำที่ไม่ผ่านการบำบัดลงครึ่งหนึ่ง และเพิ่มการนำกลับมาใช้ใหม่และการใช้ซ้ำที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนทั่วโลก

4. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในทุกภาคส่วนและสร้างหลักประกันว่าจะมีการใช้น้ำและจัดหาน้ำที่ยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ และลดจำนวนประชากรที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ

5. ดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบองค์รวมในทุกระดับ รวมถึงผ่านทางความร่วมมือข้ามเขตแดนตามความเหมาะสม

6. ปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำ รวมถึงภูเขา ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ แม่น้ำ ชั้นหินอุ้มน้ำ และทะเลสาบ

เนื่องในโอกาสวันน้ำโลก ประจำปี 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำปราศรัยเชิญชวนชาวไทยทุกคนร่วมตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตของมนุษยชาติ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งวันน้ำโลกในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ” โดยการเชื่อมโยงของแนวคิดนี้เกิดจากในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนน้ำสะอาด ทุกคนจะตระหนักถึงปัญหาที่หนักยิ่งขึ้นต่อสุภาพสตรีและเด็กผู้หญิง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้ประชากรทุกคน สามารถใช้ประโยชน์และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมไม่ว่าจะเป็นเพศหรือช่วงวัยใดก็ตาม

ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ภัยพิบัติด้านน้ำเกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งภัยแล้ง อุทกภัย และมลพิษทางน้ำ ล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภาคส่วน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน หลายพื้นที่ยังขาดแคลนสิ่งพื้นฐานที่สุดอย่างน้ำสะอาด และระบบสุขาภิบาลที่ปลอดภัย ซึ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรง โดยเฉพาะต่อผู้หญิง ซึ่งมักต้องรับภาระในการจัดหาน้ำ ดูแลครอบครัว และเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย รัฐบาลขอยืนยันถึงความสำคัญของการเข้าถึงน้ำสะอาดและการสุขาภิบาล ในฐานะสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามเป้าหมายที่ประชาคมโลกมีร่วมกัน

โดยได้มีนโยบายและดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชน ควบคู่กับการวางแนวทางพัฒนาในระยะยาว ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความร่วมมือกับประชาคมโลก ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งส่งเสริมความสมดุลทางเพศในเวทีความร่วมมือด้านน้ำ เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และสังคมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน และขอเชิญชวนประชาชนและทุกภาคส่วน ร่วมกันตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรน้ำ ร่วมมือกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรน้ำของชาติ ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักรู้ในความสำคัญของทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้จัดงาน “วันน้ำโลก ประจำปี 2569” ในหัวข้อ “Water and Gender” หรือ “น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ” โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานและมอบนโยบาย ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เพื่อสะท้อนบทบาทสตรีและกลุ่มเปราะบางในระบบการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากรน้ำอย่างเท่าเทียมในทุกมิติของสังคม สำหรับประเทศไทยนั้น ภาครัฐตระหนักดีว่าการจะบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ต้องเปิดโอกาสให้ทุกคน ทุกเพศ และทุกช่วงวัย ได้เข้าถึงทรัพยากรน้ำและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและเท่าเทียม

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้ร่วมกับหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมกว่า 15 หน่วยงาน จัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อ “น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ” รวมถึงมีการนำเสนอองค์ความรู้จากองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เครือรัฐออสเตรเลีย ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม และสาธารณรัฐเกาหลี ในหัวข้อ “Climate Adaptation and Water Governance” เพื่อร่วมแบ่งปันประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการน้ำ การรับมือภัยแล้ง การปรับตัวต่อการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการทรัพยากรน้ำ ผู้เข้าร่วมงานทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป จะได้รับทราบถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำและสถานการณ์ที่เป็นอยู่ รวมถึงนโยบายในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของนายกรัฐมนตรี และบทบาทของทุกภาคส่วนในการสร้างการเข้าถึงน้ำอย่างเท่าเทียม และการบอกเล่าประสบการณ์จากหลากหลายประเทศที่เป็นเครือข่ายของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนในประเด็น “Water and gender” อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง