“เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบเพียงพอ ลดสัดส่วนสำรองน้ำมันเร่งระบายสู่หน้าปั๊ม “พาณิชย์” เพิ่มสินค้าควบคุม

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดวิกฤตน้ำมันที่หนักและคาดเดาไม่ได้ สถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่คิด เป็นวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบอื่นๆ ส่งผลกระทบไปทั่วโลก นโยบายรับมือวิกฤตช่วงแรกและการตรึงราคา รัฐบาลได้พยายามดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบด้วยการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ จากการประเมินสถานการณ์พบว่าวิกฤตจะยาวนานและใหญ่กว่าที่คิด การตรึงราคาทำให้เกิดปัญหาการกักตุนน้ำมัน เพราะประชาชน ไปเติมก่อนราคาขึ้น รวมถึงความต้องการน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นจาก 67 เป็น 80-100 ล้านลิตรต่อวัน เกินกำลังการกลั่นสูงสุดที่ 76 ล้านลิตรต่อวัน และระบบขนส่งลำเลียงไม่ทัน

รัฐบาลต้องบริหารจัดการปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยติดตามและตรวจสอบข้อมูลการผลิตน้ำมันจากบริษัทต่าง ๆ แบบวันต่อวัน เพื่อยืนยันว่าไม่มีการบิดเบือนข้อมูล และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันดิบมีพอ ไม่ใช่แค่เชื่อข้อมูลที่ได้รับ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่อปราบปรามการกักตุนและเอาเปรียบประชาชน ซึ่งปัญหาการขาดแคลนและแย่งน้ำมันเกิดจากหลายปัจจัย คือ 1. พฤติกรรมการกักตุนของประชาชนเมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น 2. ปัญหาช่องทางการขนส่ง ทั้งรถบรรทุก รถไฟ เรือและท่อ ถูกจำกัดเวลาวิ่ง ไม่สามารถเร่งรอบส่งน้ำมันให้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นแบบกะทันหันได้ 3. Jobber ไม่ได้รับน้ำมัน ทำให้ภาคอุตสาหกรรมแห่ไปสถานีบริการน้ำมัน 4. เรือประมงใช้น้ำมันเขียว หรือบางกลุ่มใช้น้ำมันลักลอบจากมาเลเซีย แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันต่างประเทศแพงกว่าน้ำมันในไทยที่รัฐอุดหนุน ทุกกลุ่มจึงเปลี่ยนมาแย่งเติมน้ำมันที่หน้าปั๊ม

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน รัฐบาลได้สั่งการให้ 1. ลดสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจากที่เคยประกาศเพิ่มขึ้น ให้กลับมาอยู่ที่ 1% เท่าเดิม เพื่อระบายน้ำมันที่เก็บไว้ในคลังออกมาสู่สถานีบริการทันที 2. ยกเลิกข้อกำหนดการเพิ่มสำรองน้ำมันที่ทำให้ผู้ค้าเก็บน้ำมันไว้ 3. ให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งได้ทั้งวัน 4. กำกับให้เรือประมงได้รับน้ำมันจาก Jobber เพื่อแก้ปัญหาการแย่งซื้อที่ปั๊ม

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่านี่คือวิกฤตพลังงานโลกที่หนักมาก การฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล เราต้องบอกความจริงกับประชาชน ทุกคนต้องช่วยกันปรับตัวตามความผันผวนของตลาดโลก เพราะการยันราคาจะทำให้เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลนและลักลอบนำน้ำมันไทยไปขายต่างประเทศ ดังนั้นจึงต้องบริหารจัดการให้เป็นไปตามกลไกตลาด ค่อย ๆ ปรับ และมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ช่วยดูแลด้านราคาสินค้าอยู่

นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบไว้แล้วโดยระยะสั้น มุ่งเน้นการจัดระเบียบระบบจำหน่ายน้ำมันให้กลับสู่ภาวะปกติ เช่น การปรับลดปริมาณน้ำมันสำรองที่กำหนดไว้ เพื่อให้มีการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการขนาดเล็กอย่างเพียงพอ และการปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลลอยตัวในระดับหนึ่ง โดยเทียบเคียงราคาตลาดโลกและราคาในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย พร้อมทั้งใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พิจารณาภาษีสรรพสามิต เพื่อลดผลกระทบ และปราบปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า ส่วนระยะยาว เตรียมผลักดันพลังงานทางเลือก อาทิ ไบโอดีเซล เอทานอล น้ำมันปาล์ม การประหยัดพลังงาน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด โครงการ “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” ที่ใช้ประโยชน์จากแสงแดดในการผลิตไฟฟ้า หรือ Solar Farm Solar ลอยน้ำ และสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop โดยมีการลดหย่อนภาษีและระบบซื้อคืนไฟฟ้า จะช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ส่วนการแถลงข่าวของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) นายดนุชา พิชยนันท์​ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ปตท. และ บางจาก ได้ปรับเพิ่มกำลังการกลั่นอีก 9% มีการจำหน่ายน้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มขึ้นจากภาวะปกติ 25% โดยเฉพาะดีเซลเพิ่มขึ้น 35% ภายใน 1-2 วันนี้ น้ำมันจะถูกกระจายไปยังผู้แทนจำหน่ายและสถานีบริการทั่วประเทศได้ครบถ้วนตามสภาวะปกติ เพื่อแก้ปัญหาความแออัดหน้าสถานีบริการ และภาครัฐเตรียมเปิดใช้งานระบบแดชบอร์ด (Dashboard) ในวันที่ 25 มีนาคม 2569 เพื่อแสดงข้อมูลปริมาณน้ำมัน การกระจายน้ำมันของผู้ค้าตามมาตรา 7 (ผู้ค้ารายใหญ่) และป้องกันการกักตุน ส่วนการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศ ยืนยันว่ามีการจำกัดปริมาณการส่งออกไม่เกิน 5 ล้านลิตรต่อวัน และส่งออกเพียง 2 ประเทศเท่านั้น คือ สปป.ลาว กว่า 4 ล้านลิตร เพื่อแลกเปลี่ยนกับการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำ และส่งออกไปเมียนมา ประมาณ 3 แสนลิตร เพื่อสนับสนุนแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ
ที่จะส่งกลับมาเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าราชบุรี ส่งไปใช้ในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ โดยยืนยันว่าไม่มีการส่งออกไปยังประเทศที่สาม ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและร่วมกันประหยัดพลังงาน

ด้านการจัดหาแหล่งพลังงานรองรับการผลิตไฟฟ้า นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า ระบบพลังงานของไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ เป็นหลัก ซึ่งการจัดหา LNG นั้น กกพ. พิจารณาจัดหา LNG สัญญา ระยะยาว-ระยะสั้น (Term LNG) ในสัดส่วน 70% และอีก 30% เป็นการซื้อรายเที่ยวเรือ (Spot LNG) โดยได้ปรับแผนจัดหา Spot LNG เพิ่มเติมในช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน จำนวน 3 ลำเรือ ซึ่งปัจจุบันสามารถจัดหาได้แล้ว 2 ลำเรือ สำหรับเดือนเมษายน และคาดว่า
ไม่ต้องมีการจัดหา ลำที่ 3 ทดแทน เนื่องจากสถานะคลังสำรอง LNG (LNG Inventory) อยู่ในระดับสูง และ
เพียงพอรองรับความต้องการใช้ในประเทศ

ทั้งนี้แหล่ง LNG ของโลกไม่ได้มีเฉพาะในตะวันออกกลาง โดยมีแหล่งผลิต LNG ในภูมิภาคอื่น อาทิ ออสเตรเลีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ทำให้ประเทศไทยยังสามารถจัดหา LNG จากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ และแม้ว่าผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เกิดปัญหาในการขนส่งก๊าซจากประเทศกาตาร์ แต่ประเทศไทยมีสัญญานำเข้าเพียงประมาณ 15% ของ LNG นำเข้า นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เพิ่มการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ และเพิ่มการใช้ก๊าซจากอ่าวไทย ลดการพึ่งพิงการนำเข้า LNG ผลการดำเนินการทำให้สามารถลดการนำเข้า LNG ได้ประมาณ 70% ของ 1 ลำเรือ และเพิ่มก๊าซในประเทศได้เทียบเท่าประมาณ 50% ของ 1 ลำเรือ ยืนยันว่า ระบบไฟฟ้าของประเทศยังมีเชื้อเพลิงเพียงพอ สามารถรับมือกับสถานการณ์ผันผวนของตลาดโลกได้ โดย กกพ. จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและกำกับต้นทุนเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจให้มากที่สุด

ส่วนการควบคุมราคาสินค้า นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า วันที่ 25 มีนาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อพิจารณาเพิ่มจำนวนสินค้าควบคุม เช่น เม็ดพลาสติก และน้ำดื่มบรรจุขวด รวมถึงยกระดับมาตรการกำกับดูแลสินค้าจำเป็นบางรายการ จากเดิมที่ผู้ประกอบการเพียง “แจ้ง” การเปลี่ยนแปลงราคา มาเป็น “ต้องขออนุญาตก่อน” ปรับขึ้นราคา โดยกลุ่มสินค้าที่จะเสนอเข้าสู่มาตรการเข้มงวดขึ้น ได้แก่ กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดภาระค่าครองชีพ ทั้งการลดต้นทุนเกษตรกร โดยขยายโครงการ “ธงเขียวพลัส” ลดภาระค่าปุ๋ยและสารป้องกันศัตรูพืชในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก (พฤษภาคม–กรกฎาคม) รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ผลิต ตรึงราคาจากสต๊อกเดิมอย่างน้อย 2 เดือน จัดกิจกรรม “ธงฟ้า” เดือนมีนาคม-สิงหาคม อย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีก ขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย” นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น มาจำหน่ายในราคาพิเศษ
โดยจะเริ่มเดือนเมษายน เป็นระยะเวลา 2 เดือน

ขณะที่นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและค่าครองชีพ ณ ตลาดรังสิต จังหวัดปทุมธานี พบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ระดับราคามีทั้งปรับเพิ่มขึ้นและทรงตัว แตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุนของแต่ละสินค้า อาทิ เนื้อไก่ เนื้อสุกร และสินค้าบรรจุภัณฑ์ ส่วนสินค้าอาหารปรุงสำเร็จในตลาด เช่น ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว และอาหารตามสั่ง ผู้ประกอบการยังคงตรึงราคาและคงคุณภาพเพื่อรักษาฐานลูกค้า ทั้งนี้ยังได้มีการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ราคาสินค้าในพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการประเมินผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อต่อไป

อีกทั้ง สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้เกิดข้อจำกัดด้านการบินและการเชื่อมต่อเที่ยวบินในหลายเส้นทาง โดยเฉพาะเที่ยวบินที่ต้องเปลี่ยนเครื่อง ในภาพรวมเที่ยวบินระหว่างประเทศไทยและยุโรปที่เป็นเที่ยวบินตรงยังคงให้บริการได้ตามปกติ โดยมีผู้โดยสารที่เดิมใช้เส้นทางต่อเครื่องในตะวันออกกลางเปลี่ยนมาใช้เที่ยวบินตรงมากขึ้น ทำให้บัตรโดยสารในเส้นทางดังกล่าวคงเหลือในกลุ่มราคาสูง ทั้งนี้ผู้โดยสารสามารถเลือกใช้เส้นทางต่อเครื่องผ่านประเทศอื่น หรือพิจารณาเดินทางผ่านจุดเชื่อมต่ออื่น เช่น ประเทศจีน ซึ่งอาจมีค่าโดยสารที่เหมาะสมกว่า แต่ใช้ระยะเวลาเดินทางเพิ่มขึ้น สำหรับสายการบินตะวันออกกลาง แม้จะเริ่มกลับมาให้บริการบางเที่ยวบินแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดในหลายเส้นทาง จึงขอให้ผู้โดยสารติดตามสถานะเที่ยวบินและเงื่อนไขการเดินทางกับสายการบินอย่างใกล้ชิด

ส่วนการดูแลค่าโดยสารในประเทศ พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 10 – 15 เมษายน 2569 ได้ประสานความร่วมมือกับ 6 สายการบิน ได้แก่ การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ส ไทยแอร์เอเชีย นกแอร์ ไทยไลอ้อนแอร์ และไทยเวียตเจ็ท ดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มปริมาณที่นั่งในเส้นทางที่มีความต้องการสูง โดยสายการบินทั้ง 6 สาย ได้ปรับลดราคาบัตรโดยสารลง 15 – 30% ใน 11 เส้นทางบิน (ไป–กลับ) ได้แก่ กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ กรุงเทพฯ – ภูเก็ต กรุงเทพฯ – หาดใหญ่ กรุงเทพฯ – สมุย กรุงเทพฯ – นครศรีธรรมราช กรุงเทพฯ – สุราษฎร์ธานี กรุงเทพฯ – กระบี่ กรุงเทพฯ – ตรัง กรุงเทพฯ – นราธิวาส และกรุงเทพฯ – ขอนแก่น รวมทั้งสิ้น 191 เที่ยวบิน คิดเป็นจำนวน 29,685 ที่นั่ง โดยบางกอกแอร์เวย์สได้เพิ่มเที่ยวบินพิเศษในเส้นทางสมุย จำนวน 24 เที่ยวบิน ส่งผลให้มีที่นั่งเพิ่มขึ้นอีก 1,680 ที่นั่ง ขณะที่การบินไทยได้ปรับเปลี่ยนแบบอากาศยานในบางเที่ยวบินเป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง ได้แก่ Airbus A330-300 และ Boeing 787-8 ส่งผลให้มีที่นั่งเพิ่มขึ้นอีก 1,428 ที่นั่ง รองรับความต้องการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง