นางศุภจี สุธรรมพันธุ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมดำเนินงานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมาตรการเร่งด่วน จะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งพาณิชย์จะลดค่าครองชีพทันทีผ่านโครงการไทยช่วยไทย โดยคัดเลือกสินค้าเป้าหมายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มาจำหน่ายในราคาพิเศษ กระจาย 77 จังหวัดทั่วประเทศ ตลอดจนจัดตลาดธงฟ้าลดราคาสินค้าที่จำเป็น เริ่มโครงการช่วงมีนาคม-สิงหาคม 2569 พร้อมย้ำว่า พาณิชย์จะทำนโยบายพุ่งเป้าไปยังกลุ่มต่างๆ ให้สามารถใช้กลไกด้านราคาสินค้าและบริการที่เป็นแนวทางร่วมกันได้โดยไม่ให้สูงหรือต่ำเกินไป
สำหรับมาตรการสินค้าและบริการควบคุม เดิมทีจะมีทั้งหมด 12 หมวดสินค้าจำนวน 59 รายการ และจะปรับเพิ่มเติม 7 รายการ รวมเป็น 66 รายการ โดยวันนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอรัฐมนตรีให้เห็นชอบแล้ว สำหรับมาตรการยกระดับสินค้าควบคุมที่ต้องมีการขออนุญาตเปลี่ยนแปลงราคาจะมี 8 รายการเพิ่มเติม ได้แก่ กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ก้อน สบู่เหลว สุกรเนื้อสุกรและหอมใหญ่ ขณะที่ น้ำตาลทรายเป็นสินค้าที่มีความจำเป็น จะต้องยกระดับ หากจะเปลี่ยนแปลงราคาต้องแจ้งกระทรวงพาณิชย์
ส่วนสินค้าควบคุมเพิ่มเติมจะมีทั้งหมด 6 หมวดสินค้า จำนวน 7 รายการ ได้แก่ เม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำปลา และซีอิ้ว ได้รับความเป็นชอบจาก ครม. แล้ว ขณะที่ผลิตภัณฑ์มะพร้าว มะพร้าวอ่อน ปลากะพงขาว และกากถั่วเหลือง ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดที่จะขอเพิ่มเป็นรายการสินค้าควบคุม คาดว่าในเร็วๆ นี้จะมีความชัดเจน
นางศุภจี ยอมรับด้วยว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่พุ่งขึ้น 6 บาทต่อลิตร คงมีผลกระทบต่อราคาสินค้า แต่กระทรวงพาณิชย์ เบื้องต้นจะเข้าไปดูกลไกการทำราคาสินค้าต้นทุนว่าเป็นอย่างไรและจะนำไปสู่การปรับราคาหรือไม่ หากต้นทุนเกี่ยวข้องกับการขนส่ง ก็ต้องยอมให้มีการปรับขึ้นราคา แต่หากสินค้ากลุ่มต่างๆ อยู่ในรายการสินค้าควบคุม ก็จะต้องดูในรายละเอียดตามความเหมาะสม
ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์ปุ๋ยในประเทศว่า ปัจจุบันปุ๋ยยูเรียส่วนใหญ่นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีบางส่วนมาจากประเทศมาเลเซียและบรูไน ซึ่งได้ทยอยนำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณสต๊อกปุ๋ยในประเทศยังคงเพียงพอรองรับการใช้งานไปจนถึงช่วงเดือนเมษายนนี้
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 4 เดือนข้างหน้า คาดว่าจะมีความต้องการใช้ปุ๋ยยูเรียในปริมาณสูง โดยอยู่ที่ประมาณ 16 – 17 ล้านกระสอบ เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเพาะปลูกสำคัญของภาคการเกษตร
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้เสนอแนวทางดำเนินโครงการปุ๋ยธงเขียวโดยจะบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือร่วมกับกลุ่มเกษตรกรหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ปลูกข้าว กลุ่มข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกลุ่มมันสำปะหลัง โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือกซึ่งเป็นสูตรปุ๋ยที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ปรับลดสัดส่วนการใช้ยูเรียลง เพื่อช่วยกระจายปริมาณปุ๋ยให้เพียงพอและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่กัน เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความยั่งยืนในภาคการเกษตร
สำหรับโครงการธงเขียวพลัส จะเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร โดยตั้งเป้าสนับสนุนปุ๋ยประมาณ 1 ล้านกระสอบ ขณะเดียวกันหากเกษตรกรรวมกลุ่มกันสั่งซื้อปุ๋ยโดยตรงจากโรงงาน จะได้รับส่วนลดเพิ่มเติม ซึ่งตั้งเป้าหมายการจำหน่ายผ่านรูปแบบดังกล่าวไว้ที่ 10 ล้านกระสอบ
อธิบดีกรมการค้าภายใน ย้ำว่า มาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่กับการลดภาระต้นทุนของเกษตรกรในช่วงที่ความต้องการใช้ปุ๋ยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง








