ครม. นัดพิเศษ เห็นชอบ 7 มาตรการ ช่วยกลุ่มเปราะบาง-โลจิสติกส์

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงข่าวชี้แจงประเด็นข้อสงสัยของประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบัน ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ  เป็นประธานการประชุม ครม. นัดพิเศษ ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)

นายกฯ ได้เรียกประชุม ครม. (นัดพิเศษ) พิจารณามาตรการดูแลประชาชน ลดผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง โดยนายกฯ ได้รับฟังการประเมินสถานการณ์ด้านพลังงานที่เกิดจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยกระทรวงพลังงานได้รายงานความคืบหน้า ความจำเป็นและมาตรการของประเทศต่างๆ ที่ต้องปรับตัวในช่วงที่เผชิญวิกฤตพลังงานของโลก ว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร และประเทศไทยจะต้องปรับตัว หรือมีการบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างไร ให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก ทั้งนี้ นายกฯ ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เตรียมมาตรการดูแลประชาชนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งให้หน่วยงานต่างๆ ภายใต้ข้อจำกัด แม้จะอยู่ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลใหม่ก็ตาม แต่ก็ยังสามารถใช้กลไกต่างๆ ในด้านกฎหมายเท่าที่ทำได้ กฎหมายใดมีข้อติดขัด ก็ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยพิจารณาด้วย

ปัจจุบันสถานการณ์ในตะวันออกกลางอยู่ในสถานะที่ไม่แน่นอน จึงทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนระดับสูง ส่วนประเทศไทยสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังช่วยเหลืออยู่ วันนี้ได้มีการปรับราคาขายปลีก 6 บาท มาอยู่ที่ประมาณ 39 บาท หากเปรียบเทียบราคาในอาเซียนจะพบว่า มาเลเซีย 45.59 บาท เวียดนาม  47.16 บาท กัมพูชา 57.76 บาท ลาว 64.14 บาท ฟิลิปปินส์ 66.71 บาท สิงคโปร์ 100.26 บาท ทั้งนี้ อินโดนีเซีย และบรูไน ต่ำกว่าประเทศไทย คือ 28.32 และ 7.92 ตามลำดับ

ส่วนสถานะกองทุนฯ ก่อนปรับอุดหนุนน้ำมันดีเซล 19 บาทต่อลิตร มีอัตราการไหลออก 1,700 ล้านบาท ส่งผลให้สถานะกองทุนฯ – 38,000 ล้านบาท จึงเป็นเหตุที่นำมาประกอบการปรับราคาน้ำมัน เพื่อให้มีการสะท้อนต้นทุนจริงเพิ่มขึ้น ลดภาระของกองทุนฯ ลดปัญหาเรื่องการเก็งกำไรและกักตุนน้ำมัน ปัจจุบันหน่วยงานความมั่นคงได้ช่วยตรวจตราเพื่อไม่เกิดการเอาเปรียบประชาชน ส่วนการผลิตน้ำมันนั้น ได้ติดตามโรงกลั่นอย่างใกล้ชิดพบว่า ทำการกลั่นเต็มกำลังทุกโรงกลั่น ดีเซลประมาณ 78 ล้านลิตรต่อวัน และยังมีน้ำมันสำรองอีก 10 ล้านลิตร โดยในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ดีเซลมีการจ่าย 85 ล้านลิตรต่อวัน สูงกว่าความต้องการปกติเมื่อเทียบกับช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาเฉลี่ยที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน นอกจากนี้ได้ประสานผู้ค้าตามมาตรา 7 ให้จ่ายน้ำมันให้ Jobber ด้วย

 กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มกำลัง โดยสั่งการให้กรมการค้าภายในบูรณาการการทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ผ่านกลไกของคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เพื่อกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ 59 รายการ นอกจากนี้เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้จัดประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อทบทวนและพิจารณาเพิ่มรายการสินค้าควบคุมตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

โดยมติที่ประชุม กกร. ได้ยกระดับมาตรการควบคุมราคาสินค้าให้เข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยสินค้ากลุ่มควบคุมเข้มงวด (ต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา) และที่ประชุมมีมติให้ขยับสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการจากเดิมที่เพียงแค่แจ้งราคา เปลี่ยนเป็นต้องได้รับอนุญาตจากกรมการค้าภายในก่อนปรับขึ้นราคาเท่านั้น ส่วนสินค้ากลุ่มเฝ้าระวังต้องแจ้งรายละเอียดก่อนปรับราคา สำหรับสินค้าที่มีความจำเป็น เช่น น้ำตาลทราย และรายการอื่นๆ ผู้ประกอบการต้องแจ้งรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงราคาให้กระทรวงฯ ทราบล่วงหน้า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนและราคาได้อย่างเหมาะสม

ครม. ได้เห็นชอบ 7 มาตรการช่วยเหลือประชาชน ได้แก่

มาตรการที่ 1 เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงการคลังพิจารณา การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต ว่าจะลดอย่างไรและลดในระยะเวลามากแค่ไหนตามความเหมาะสม

มาตรการที่ 2 กลุ่มคนเปราะบาง ซึ่งจะใช้กลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปกติในการใช้จ่ายเพื่อสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีวงเงิน 300 บาทต่อเดือนต่อคน จะเพิ่มวงเงินให้อีก 100 บาท เป็น 400 บาท ในระยะเวลา 1 เดือน โดยหลังจากที่ตั้งรัฐบาลจะประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดหากจะต่อมาตรการ

มาตรการที่ 3 ระบบขนส่ง จะมีทั้งกลุ่มรถบรรทุก และกลุ่มรถโดยสาร รวมถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

มาตรการที่ 4 ภาคเกษตรกร ซึ่งวันนี้ในเบื้องต้นสิ่งที่จะกระทบเกษตรกรโดยเร็วที่สุดเป็นเรื่องของราคาปุ๋ย กระทรวงพาณิชย์ได้มีมาตรการเป็นโครงการธงเขียว สนับสนุนปุ๋ย จะมีรายละเอียดลดต้นทุนให้กับภาคเกษตรกร จะสนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยทางเลือกและปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดพึ่งพาการนำเข้าด้วย

มาตรการที่ 5 เกษตรกรกลุ่มประมง โดยจะได้รับการเยียวยาโดยใช้ น้ำมัน B20 มีต้นทุนที่ต่ำกว่าน้ำมันปกติ ในอัตราที่ 5-6 บาท สามารถดูแลกลุ่มประมงได้

มาตรการที่ 6 คู่สัญญากับภาครัฐ กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหรือกลุ่มก่อสร้าง ซึ่งอาจจะมีช่วงที่ขาดน้ำมันไม่สามารถใช้งานเครื่องจักรได้ ให้การส่งมอบงานอาจเกิดความล่าช้า ในการขยายระยะเวลาตรวจรับงานที่เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น กับที่ส่วนหนึ่งที่จะบรรเทาภาระผู้ประกอบการ เรื่องชดเชยค่า k ต่างๆ ทางสำนักงบประมาณได้รับไปดำเนินการให้

มาตรการที่ 7 เป็นมาตรการกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะ SMEs ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยธนาคารออมสิน เตรียมวงเงินซอฟต์โลน (Soft Loan) ประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายย่อย ทั้งซัพพลายเชน (Supply Chain) สามารถเข้ามาถึงวงเงินซอฟต์โลน (Soft Loan) โดยรายละเอียด ธนาคารออมสินจะกำหนดออกมาให้ทราบต่อไป

ส่วนกระทรวงคมนาคมจะมีการดำเนินการเพื่อให้ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันมีผลต่อผู้บริโภคหรือประชาชนให้ได้รับผลน้อยที่สุดต่อในด้านการโดยสารและการขนส่งสินค้าอุปโภค บริโภค ซึ่งจะมีการให้ดำเนินการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า ซึ่งจะมี 2 กลุ่มใหญ่ คือรถบรรทุกสินค้าและรถโดยสารสาธารณะ โดยคณะรัฐมนตรีได้ให้กรอบการช่วยเหลือสนับสนุน หรือ Subsidy แบบพุ่งเป้าให้กับ 3 กลุ่ม เน้นการใช้งานจริงของผู้ประกอบการรถบรรทุก ซึ่งกรมการขนส่งทางบกมีการใช้ระบบ GPS ติดตามการใช้งานของรถบรรทุกอยู่แล้ว โดยเงินสนับสนุน โดยกระทรวงการคลังจะดำเนินการผ่านในระบบพร้อมเพย์ โดยจะใช้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้าสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการโดยตรง ตามที่ใช้จริง เช่นเดียวกับรถโดยสารสาธารณะ

นอกจากนี้ ในส่วนของรถโดยสารขนาดเล็กและรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จะต้องไปดำเนินการลงทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อเข้าสู่ระบบการติดตามการใช้จริง โดยจะ Subsidy ผ่านการใช้จริง ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก จะได้แจ้งรายละเอียดกับผู้ประกอบการ ทั้งในส่วนของรถบรรทุกและรถโดยสาร

สำหรับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นายกฯ อยากจะให้ประชาชนหันมาใช้ระบบบริการขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพื่อที่จะลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลลง โดยความเพียงพอของการให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ขณะนี้กระทรวงคมนาคม โดย บขส. และกรมการขนส่งทางบก ได้เตรียมการเพื่อให้การบริการมีความพร้อม ครบถ้วนตามจำนวนความต้องการของประชาชนในการเดินทาง โดยได้เสนอต่อ ครม. ให้กระทรวงมหาดไทยกำหนดจุดเติมน้ำมัน สถานีน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะในทุกจังหวัด เพื่อให้เกิดความชัดเจนและไม่กระทบต่อประชาชน ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานจะมีการป้อนน้ำมันในส่วนนี้เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะมีการให้บริการเพียงพอต่อการเดินทางของประชาชน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง