นายกฯ ประชุม ครม. นัดพิเศษ เห็นชอบ 7 มาตรการ เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็น 400 บาท เพิ่มสินค้าควบคุม ลดผลกระทบค่าครองชีพประชาชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ ภายหลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราชดเชยน้ำมันดีเซล และกลุ่มเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมประชุม เพื่อพิจารณามาตรการดูแลประชาชน ลดผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง

นายกรัฐมนตรีได้รับฟังการประเมินสถานการณ์ด้านพลังงานที่เกิดจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยกระทรวงพลังงานได้รายงานความคืบหน้า ความจำเป็น และมาตรการของประเทศต่างๆ ที่ต้องปรับตัวในช่วงที่เผชิญวิกฤตพลังงานของโลก และประเทศไทยจะต้องปรับตัว หรือมีการบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างไร ให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการดูแลประชาชนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ภายหลังการประชุม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงข่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำการเตรียมมาตรการดูแลผลกระทบต่อประชาชน ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดโดยใช้ทุกกลไกในการช่วยเหลือ ส่วนมาตรการที่มีอุปสรรคทางกฎหมาย ได้ขอให้สำนักงานกฤษฎีกาพิจารณากลไกต่าง ๆ ที่สามารถดำเนินการได้ทันที ในส่วนของกระทรวงการคลัง นายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้ พิจารณาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต ตามความเหมาะสม ซึ่งอยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานกฤษฎีกา และจะขออนุญาตไปทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป คาดว่าการลดอัตราภาษีจะช่วยให้ราคาน้ำมันลดลงได้ตามกลไก

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในตะวันออกกลางอยู่ในสถานะที่ไม่แน่นอน จึงทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนระดับสูง ส่วนประเทศไทยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ยังช่วยเหลืออยู่ โดยได้ปรับราคาขายปลีกขึ้น 6 บาท มาอยู่ที่ประมาณ 39 บาท ซึ่งสถานะกองทุนฯ ก่อนปรับอุดหนุนน้ำมันดีเซล 19 บาทต่อลิตร มีอัตราการไหลออก 1,700 ล้านบาท ส่งผลให้สถานะกองทุนฯ ติดลบ 38,000 ล้านบาท จึงเป็นเหตุที่นำมาประกอบการปรับราคาน้ำมัน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริง ลดภาระของกองทุนฯ ลดปัญหาเรื่องการเก็งกำไรและกักตุนน้ำมัน หากเปรียบเทียบราคาในอาเซียนจะพบว่า มาเลเซียจำหน่ายอยู่ที่ 45.59 บาท เวียดนาม 47.16 บาท กัมพูชา 57.76 บาท สปป.ลาว 64.14 บาท ฟิลิปปินส์ 66.71 บาท สิงคโปร์ 100.26 บาท ส่วนอินโดนีเซีย และบรูไน ต่ำกว่าประเทศไทย คือ 28.32 บาท และ 7.92 บาท ปัจจุบันหน่วยงานความมั่นคงได้ช่วยตรวจตรา เพื่อไม่เกิดการเอาเปรียบประชาชน ส่วนการผลิตน้ำมัน ได้ติดตามโรงกลั่นอย่างใกล้ชิดมีการกลั่นเต็มกำลังทุกโรงกลั่น ดีเซลประมาณ 78 ล้านลิตรต่อวัน และยังมีน้ำมันสำรองอีก 10 ล้านลิตร ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ดีเซลมีการจ่าย 85 ล้านลิตรต่อวัน สูงกว่าความต้องการปกติเมื่อเทียบกับช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาเฉลี่ยที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน นอกจากนี้ได้ประสานผู้ค้าตามมาตรา 7 (ผู้ค้ารายใหญ่) ให้จ่ายน้ำมันให้ Jobber ด้วย

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบ 7 มาตรการช่วยเหลือประชาชน ได้แก่

มาตรการที่ 1 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงการคลัง พิจารณาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต
ว่าจะลดอย่างไรและลดในระยะเวลามากแค่ไหนตามความเหมาะสม

มาตรการที่ 2 กลุ่มคนเปราะบาง จะใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเพิ่มวงเงินให้อีก 100 บาทต่อเดือน จากเดิม 300 บาท เป็น 400 บาทต่อเดือน ในระยะเวลา 1 เดือน โดยหลังจากที่ตั้งรัฐบาลจะประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดหากจะต่อมาตรการ

มาตรการที่ 3 ระบบขนส่ง จะมีทั้งกลุ่มรถบรรทุก และกลุ่มรถโดยสาร รวมถึงรถจักรยานยนต์รับจ้าง

มาตรการที่ 4 ภาคเกษตรกร เบื้องต้นสิ่งที่จะกระทบเกษตรกรโดยเร็วที่สุดเป็นเรื่องของราคาปุ๋ย กระทรวงพาณิชย์ได้มีโครงการธงเขียว สนับสนุนปุ๋ย ลดต้นทุนให้กับภาคเกษตรกร สนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยทางเลือกและปุ๋ยอินทรีย์
เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า

มาตรการที่ 5 เกษตรกรกลุ่มประมง จะได้รับการเยียวยาโดยใช้น้ำมัน B20 ซึ่งมีต้นทุนที่ต่ำกว่าน้ำมันปกติ ในอัตราที่ 5-6 บาท สามารถดูแลกลุ่มประมงได้

มาตรการที่ 6 คู่สัญญากับภาครัฐ กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหรือกลุ่มก่อสร้าง ซึ่งอาจจะมีช่วงที่ขาดน้ำมันไม่สามารถใช้งานเครื่องจักรได้ ทำให้การส่งมอบงานอาจเกิดความล่าช้า ในการขยายระยะเวลาตรวจรับงานที่เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น กับส่วนที่จะบรรเทาภาระผู้ประกอบการ เรื่องการชดเชยค่า K (ดัชนีชี้วัดการเปลี่ยนแปลงราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรง) ทางสำนักงบประมาณได้รับไปดำเนินการ

มาตรการที่ 7 เป็นมาตรการกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะ SMEs ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยธนาคารออมสิน เตรียมวงเงินซอฟต์โลน (Soft Loan) ประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายย่อย ทั้งซัพพลายเชน (Supply Chain) สามารถเข้ามาถึงวงเงินซอฟต์โลน โดยรายละเอียดธนาคารออมสินจะกำหนดออกมาให้ทราบต่อไป

ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มกำลัง โดยสั่งการให้กรมการค้าภายในบูรณาการการทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ผ่านกลไกของคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เพื่อกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ จำนวน 59 รายการ โดยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ได้จัดประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อทบทวนและพิจารณาเพิ่มรายการสินค้าควบคุมตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดย กกร. มีมติยกระดับมาตรการควบคุมราคาสินค้าให้เข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยสินค้ากลุ่มควบคุมเข้มงวด ต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา และยังมีมติให้ขยับสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการจากเดิมที่เพียงแค่แจ้งราคา เป็นต้องได้รับอนุญาตจากกรมการค้าภายในก่อนปรับขึ้นราคาเท่านั้น ส่วนสินค้ากลุ่มเฝ้าระวังต้องแจ้งรายละเอียดก่อนปรับราคา สำหรับสินค้าที่มีความจำเป็น อาทิ น้ำตาลทราย และรายการอื่น ๆ ผู้ประกอบการต้องแจ้งรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงราคาให้กระทรวงพาณิชย์ ทราบล่วงหน้า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนและราคาได้อย่างเหมาะสม

การเพิ่มสินค้าควบคุมใหม่ที่เสนอ ครม.พิจารณา นอกเหนือจากบัญชีสินค้าควบคุม 59 รายการเดิม ได้เสนอเพิ่มสินค้าอีก 7 รายการ ที่ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และอุปทานของราคาสินค้าโดยรวม ได้แก่ วัตถุดิบต้นน้ำ เช่น เม็ดพลาสติก (ซึ่งเป็นต้นทุนบรรจุภัณฑ์) สินค้าบริโภคเพิ่มเติม ได้แก่ น้ำดื่มบรรจุขวด ซอสปรุงรส น้ำปลา และซีอิ๊ว

นอกจากการเพิ่มจำนวนสินค้าควบคุมแล้ว ยังดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการรายใหญ่ จัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นในราคาพิเศษกระจายไปยังเครือข่ายค้าปลีก-ค้าส่งครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดูแลผู้ประกอบการและผู้บริโภคให้สมดุลกัน รวมถึงมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง จัดโครงการลดค่าครองชีพเฉพาะจุด โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงการคลังผ่าน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เดือดร้อนที่สุดอย่างต่อเนื่องและตรงจุด

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดหาแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติม โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ในส่วนของปุ๋ย ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากกลุ่มปิโตรเคมีและผูกพันกับราคาพลังงานได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงการคลัง
วางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร หารือร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ย ยืนยันว่าปัจจุบันมีปริมาณสต๊อกปุ๋ยเพียงพอ
ถึงเดือนเมษายน และอยู่ระหว่างการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งใหม่เพิ่มเติม อีกทั้งยังมีมาตรการเยียวยาเพื่อช่วยลดภาระและบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุนให้แก่เกษตรกรและชาวประมงอย่างทั่วถึง โครงการดูแลภาคเกษตรกร ช่วยเหลือค่าปุ๋ย การปรับสูตรปุ๋ยให้มีการลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มเติมในพื้นที่ที่ทำได้

นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะดำเนินการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า ซึ่งจะมี 2 กลุ่มใหญ่ คือรถบรรทุกสินค้าและรถโดยสารสาธารณะ โดยคณะรัฐมนตรีได้ให้กรอบการช่วยเหลือสนับสนุน หรือ Subsidy แบบพุ่งเป้าให้กับ 3 กลุ่ม เน้นการใช้งานจริงของผู้ประกอบการรถบรรทุก ซึ่งกรมการขนส่งทางบกมีการใช้ระบบ GPS ติดตามการใช้งานของรถบรรทุกอยู่แล้ว โดยเงินสนับสนุนกระทรวงการคลังจะดำเนินการผ่านในระบบพร้อมเพย์ จะใช้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้าสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการโดยตรง ตามที่ใช้จริง เช่นเดียวกับรถโดยสารสาธารณะ

นอกจากนี้ ในส่วนของรถโดยสารขนาดเล็กและรถรถจักรยานยนต์รับจ้าง จะต้องลงทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อเข้าสู่ระบบการติดตามการใช้จริงก่อน โดยจะช่วยเหลือผ่านการใช้จริง ซึ่งจะแจ้งรายละเอียดกับผู้ประกอบการต่อไป ทั้งนี้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นายกรัฐมนตรีขอให้ประชาชนหันมาใช้ระบบบริการขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งขณะนี้กระทรวงคมนาคม โดย บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และกรมการขนส่งทางบก ได้เตรียมความพร้อมตามจำนวนความต้องการของประชาชนในการเดินทาง โดยได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงมหาดไทยกำหนดจุดเติมน้ำมัน สถานีบริการน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะในทุกจังหวัด เพื่อให้เกิดความชัดเจนและไม่กระทบต่อประชาชน และกระทรวงพลังงานจะส่งน้ำมันเพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะบริการเพียงพอต่อการเดินทางของประชาชน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง