นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข แถลงข่าวความพร้อมดูแลประชาชนด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะวิกฤตพลังงาน ณ ศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี
จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก กระทรวงสาธารณสุขได้วางมาตรการเร่งด่วนใน 3 เรื่อง คือ
- เพิ่มบริการ Telemedicine เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ของประชาชน ซึ่งช่วงครึ่งปีงบประมาณที่ผ่านมา (1 ต.ค. 68 – 27 มี.ค. 69) มีผู้ป่วยรับบริการผ่านระบบ Telemedicine รวม 1,374,348 ครั้ง หากเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาโรงพยาบาลขั้นต่ำที่ 200 บาทต่อคน/ครั้ง จะช่วยประหยัดไปได้กว่า 274,869,600 บาท
ทั้งนี้ ได้ให้บูรณาการร่วมกับระบบการจัดส่งยาผ่าน Health Rider และไปรษณีย์อย่างครบวงจร โดยตั้งแต่เดือน ม.ค. 67 – 26 มี.ค. 69 มียอดการจัดส่งยาสะสมสูงถึง 3.6 ล้านรายการ
- สร้างความมั่นใจบริการการแพทย์ฉุกเฉิน กรณีรถพยาบาลรับส่งผู้ป่วย ซึ่งขณะนี้มีรายงานพื้นที่ได้รับผลกระทบปานกลาง 18 จังหวัด คือ ต้องหาสถานีบริการที่ยังมีน้ำมัน แต่ยังให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขได้ปกติ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ประสานกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สนับสนุนการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถพยาบาล รถกู้ชีพกู้ภัย และยานพาหนะสนับสนุนภารกิจทางการแพทย์ของสถานพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง
พร้อมทั้งมีช่องทางสนับสนุนการเติมน้ำมันกรณีจำเป็นเร่งด่วน มีจุดประสานงานหรือผู้รับผิดชอบทั้งส่วนกลางและจังหวัด และจัดทำแนวทางปฏิบัติร่วมระหว่างหน่วยงานด้านพลังงานและหน่วยงานด้านสาธารณสุข กรณีเกิดข้อจำกัดด้านการกระจายเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ หรือกรณีจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญในการใช้เชื้อเพลิงสำหรับภารกิจช่วยชีวิต รวมทั้งประสานกระทรวงมหาดไทยให้มีการบริหารจัดการภายในระดับพื้นที่ของแต่ละจังหวัดด้วย
- การสำรองยาและเวชภัณฑ์ ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จัดตั้ง War room ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมยาและเครื่องมือแพทย์ จากการติดตามสถานการณ์พบว่า ชนิดและปริมาณยาและเวชภัณฑ์ยังมีสำรองเพียงพอ 3-12 เดือน แต่มีปัญหาการขาดแคลนบรรจุภัณฑ์พลาสติกและตัวทำละลาย รวมถึงความล่าช้าในการขนส่ง แต่อยู่ในระดับที่รับมือได้
สำหรับหน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำระบบแดชบอร์ดติดตามทั้งระดับโรงพยาบาล จังหวัด และเขตสุขภาพ แบ่งความเพียงพอของยาและเวชภัณฑ์คงคลังเป็น 4 ระดับ ได้แก่
- เขียว (มีปริมาณมากกว่า 1.5 เดือน)
- เหลือง (น้อยกว่า 1.5 เดือน และ/หรือขนส่งล่าช้า)
- ส้ม (น้อยกว่า 0.5 เดือน)
- แดง (หมดคลัง)
โดยจะจัดหาเพิ่มเติมตั้งแต่ระดับสีเหลืองและจัดสรรทรัพยากรตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับเขตสุขภาพ และระดับประเทศ กรณีมีแนวโน้มขาดแคลนระดับประเทศ ได้มอบหมายให้องค์การเภสัชกรรมดำเนินการจัดหา ซึ่งขณะนี้มีการสำรองวัตถุดิบสำหรับผลิตยาไว้ถึง 6 เดือน นอกจากนี้ ยังติดตามและเฝ้าระวังรายการยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น (Watch List) เช่น ยาช่วยชีวิต ยาที่ใช้ในห้องผ่าตัด และยาสำหรับโรคที่จำเป็น เช่น โรคมะเร็ง โรคเรื้อรัง โดยมีการทบทวนรายการยาและเวชภัณฑ์ที่ได้รับแจ้งจากผู้ประกอบการและหน่วยบริการอย่างต่อเนื่อง
อย. ยังออกมาตรการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ 2 ฉบับ
ฉบับแรกอำนวยความสะดวกกรณีแก้ไขเปลี่ยนแปลงแหล่งวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ เปิดช่องทางพิจารณาแบบเร่งด่วน ให้การอนุมัติปรับเปลี่ยนต่างๆ รวดเร็ว และฉบับที่สองเป็นการกำหนดมาตรการเชิงรุกร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและภาคีเครือข่าย
เน้นพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ผลิตสินค้าใช้เองและขยายสู่ตลาดได้ และอำนวยความสะดวกในการขออนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน รวมถึงยังมีมาตรการช่วยเหลือด้านการเงิน โดยจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารของรัฐเพิ่มสภาพคล่องการประกอบธุรกิจ รวมทั้งจัดทำคู่มือการใช้สมุนไพรรอบตัว เพื่อประชาชนใช้ดูแลสุขภาพเบื้องต้น








