นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงในงาน Meet the Press “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่า เป็นวิกฤตพลังงานระดับโลกที่ส่งผลกระทบรุนแรงและมีความยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานเนื่องจากการปิดกั้นเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันดิบ 1 ใน 5 ของโลก รัฐบาลจึงมุ่งเน้นนโยบายการชะลอและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยเริ่มจากการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่ขัดแย้งผ่านการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ
ด้านการบริหารจัดการเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการรักษาเสถียรภาพราคาเพื่อชะลอภาระค่าครองชีพ แม้จะทำให้กองทุนต้องแบกรับภาระขาดทุน แต่ยืนยันว่าจะบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ไม่ฝืนกลไกตลาดจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำรอยปี 2540 ที่เกิดจากการแทรกแซงราคาจนกระทบต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลจะค่อยๆ ปรับลดการอุดหนุนลงตามความเหมาะสม เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกภาคส่วนรัดเข็มขัด ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อาทิ การงดดูงานต่างประเทศ และสนับสนุนการทำงานในรูปแบบ Work from Home เพื่อประหยัดพลังงานของประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการสวัสดิการแห่งรัฐในวันจันทร์ที่ 30 มีนาคน 2569 นี้ เพื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณที่มีจำกัดให้ถึงมือกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดอย่างคุ้มค่า
ขณะที่กระทรวงคมนาคม จะบริหารจัดการงบประมาณและกองทุนต่างๆ เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนค่าขนส่งมากเกินไป พร้อมย้ำว่ากองทุนน้ำมันเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น รัฐบาลจำเป็นต้องบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ไม่เพียงเฉพาะผู้ที่ใช้น้ำมันโดยตรง และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตโลกครั้งนี้ไปได้








