นายกฯ ยืนยันน้ำมันมีเพียงพอ สงกรานต์ประชาชนกลับบ้านได้ แนะใช้รถสาธารณะให้มากขึ้น ประหยัดพลังงาน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงาน Meet the Press ในหัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับทิศทางของรัฐบาล ซึ่งสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาครบ 1 เดือน ส่งผลให้ทุกประเทศทั่วโลกเผชิญปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และหลายประเทศเกิดภาวะขาดแคลน โดยทุกประเทศต่างต้องออกมาตรการให้ประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงาน รัฐบาลจึงกำหนดแนวทางการบริหารสถานการณ์โดยให้ความสำคัญกับ 4 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการต่างประเทศ ความมั่นคงทางพลังงาน การควบคุมราคาสินค้า และการลดผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งในช่วง 15 วันแรกของวิกฤต รัฐบาลได้พยุงราคาน้ำมันเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและให้เวลาประชาชนได้ปรับตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ รัฐบาลจึงต้องปรับมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยเน้นการประคับประคองและลดผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ใช้น้ำมัน

รัฐบาลไม่ได้กล่าวโทษประชาชนต่อการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่เข้าใจถึงพฤติกรรมการสำรองน้ำมันในช่วงวิกฤต ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มจากระดับปกติประมาณ 64–67 ล้านลิตรต่อวัน เป็นกว่า 80–85 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่กำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 77 ล้านลิตรต่อวัน จึงทำให้เกิดภาวะตึงตัวในบางช่วง ทั้งนี้ การหยุดตรึงราคาน้ำมันไม่ได้หมายถึงการลอยตัวเต็มรูปแบบ แต่เป็นการปรับให้สะท้อนกลไกตลาดโลกมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐยังคงอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพียงแต่ลดระดับการอุดหนุนจากเดิมที่ลิตรละ 24 บาท เหลือประมาณลิตรละ 16 บาท การปรับกลไกราคานี้ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ส่งผลให้การลักลอบนำน้ำมันไปจำหน่ายนอกประเทศไม่คุ้มค่า จึงช่วยลดการกักตุนและการลักลอบจำหน่าย พร้อมทั้งลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และแม้จะมีการปรับราคาแล้ว ราคาน้ำมันของประเทศไทยยังคงต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน นอกจากนี้ รัฐบาลได้เร่งแก้ไขปัญหาคอขวดในระบบน้ำมัน โดยเพิ่มรอบและ ระยะเวลาการขนส่งน้ำมัน รวมถึงอัดฉีดน้ำมันสำรองเข้าสู่ระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤต พร้อมทั้งดำเนินมาตรการปราบปรามการกักตุนและการกระทำผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด

ด้านการต่างประเทศ รัฐบาลได้เร่งเจรจากับประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการเจรจากับประเทศอิหร่าน ซึ่งสามารถทำให้เรือขนส่งน้ำมันของไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ช่วยลดความกังวลต่อระบบการขนส่งและซัพพลายเชนพลังงานของประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้บริหารจัดการสำรองน้ำมันจากประมาณ 62 วัน เพิ่มเป็น 107 วัน และยังมีศักยภาพในการจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมจากต่างประเทศ โดยยืนยันว่าปริมาณน้ำมันในประเทศมีเพียงพอและสามารถรองรับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อได้

เมื่อสถานการณ์น้ำมันเริ่มคลี่คลาย รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพเป็นลำดับถัดไป
โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็นลำดับแรก โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เพิ่มรายการสินค้าควบคุมเป็น 66 รายการ และมีเป้าหมายขยายเป็น 71 รายการ พร้อมกันนี้ ได้ดำเนินโครงการไทยช่วยไทย และโครงการธงฟ้าราคาประหยัด เพื่อนำสินค้าที่จำเป็นมาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าตลาดประมาณร้อยละ 25 โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษได้เห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพิ่มเติม เช่น การลดภาษีสรรพสามิต การเพิ่มสวัสดิการ การชดเชยราคาน้ำมันในภาคขนส่ง การช่วยเหลือเกษตรกรด้านปุ๋ย การสนับสนุนภาคประมง และการจัดวงเงินสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ SME

ทั้งนี้ขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงาน หากแต่ละครัวเรือนลดการใช้น้ำมันเพียงครัวเรือนละ 1 ลิตรต่อวัน จะสามารถลดการใช้น้ำมันได้ถึงวันละ 10 ล้านลิตร เท่ากับมูลค่า 600 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งจะนำไปเพิ่มมาตรการในการช่วยเหลือประชาชนในเรื่องต่างๆ เช่น มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” และกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่มีสถานการณ์วิกฤตน้ำมัน โดยกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้ ปตท. และโรงกลั่นน้ำมัน ได้จัดหาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูป จากต่างประเทศในราคาตลาดโลก ซึ่งรัฐบาลจะนำน้ำมันส่วนดังกล่าวไปขายใน สปป.ลาว ตามที่มีข้อตกลงร่วมกัน ยืนยันว่าต่อจากนี้ไปน้ำมันทุกหยดที่กลั่นในประเทศไทย จะเก็บไว้ให้คนไทยใช้ และหากใช้พลังงานอย่างประหยัด จะทำให้มีน้ำมันสำรองเพียงพอสามารถบริหารจัดการให้สถานการณ์พลังงานได้ตามปกติ

สำหรับในช่วงสงกรานต์นี้ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลมีน้ำมันเพียงพอ ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ โดยขอให้ใช้รถสาธารณะให้มากขึ้น หรือใช้ carpool ไปด้วยกัน เพื่อประหยัดพลังงาน

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงสถานการณ์ราคาน้ำมันภายหลังรัฐบาลปรับลดอัตราการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ว่า วิกฤตครั้งนี้เป็น “วิกฤตของโลก” ที่ยังไม่สามารถประเมินจุดสิ้นสุดได้อย่างชัดเจน รัฐบาลจึงมุ่งลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด วิกฤตดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะด้านพลังงาน ในขณะที่หลายประเทศปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวตามกลไกตลาด ประเทศไทยเลือกใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพอย่างเต็มความสามารถในช่วงแรก จากนั้นจึงค่อยๆ ลดการอุดหนุนลง เนื่องจากหากฝืนอุดหนุนต่อไป กองทุนน้ำมันจะขาดทุนอย่างไม่จำกัดและอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงเช่นเดียวกับปี 2540 ที่มีการแทรกแซงค่าเงินบาทจนสูญเสียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมการตัดสินใจลดอัตราการอุดหนุนกองทุนฯ ครั้งนี้ เป็นการบริหารจัดการภายใต้ข้อจำกัด ด้านงบประมาณ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “วิกฤตซ้อนวิกฤต” รัฐบาลต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้งดการเดินทางดูงานต่างประเทศทั้งหมด ให้ Work from Home ประหยัดการใช้จ่ายทั้งหมด ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน เพราะไม่รู้ว่าวิกฤตครั้งนี้จะนานเท่าไหร่ โดยทุกคนต้องปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ  

ในสถานการณ์วิกฤต ประชาชนแต่ละกลุ่มมีความสามารถในการรับมือแตกต่างกัน โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” เป็นลำดับแรก ผ่านมาตรการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะประชุมคณะกรรมการสวัสดิการแห่งรัฐในวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569  เพื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณที่มีจำกัดให้ถึงมือกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดอย่างคุ้มค่า รวมถึงร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการควบคุมราคาสินค้า พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจะใช้ทุกเครื่องมือและทุกกลไกที่มีอย่างเต็มที่ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการร่วมกันฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอให้มั่นใจว่าประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน มีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 107 วัน อีกทั้ง มีกำหนดการนำเข้าน้ำมันที่ยืนยันแล้วและคาดว่าจะทยอยเข้าประเทศไทยจนถึงเดือนพฤษภาคม ทำให้มีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการ พร้อมทั้งได้เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบแหล่งกักเก็บน้ำมันที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งแจ้งข้อหาและดำเนินคดี โดยประสานการทำงานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อติดตามรถบรรทุกน้ำมันที่ออกจากคลังทุกคันว่าถึงสถานีบริการปลายทางหรือไม่ ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยในการตรวจสอบแหล่งกักเก็บที่ได้รับอนุญาตว่ามีการดำเนินการเป็นไปตามเงื่อนไขหรือไม่ ขณะเดียวกันได้ระดมปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานีบริการขาดแคลนน้ำมันลดลง ส่วนราคาน้ำมัน ได้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบราคาน้ำมัน รวมถึงศึกษาประเด็นภาษีลาภลอย (Windfall Tax) และนำข้อมูลเบื้องต้นเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป

สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ กระทรวงพลังงานได้เตรียมพร้อมน้ำมันเชื้อเพลิง โดยประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now (https://fuel-now.doeb.go.th/)  การกระจายน้ำมันให้กลุ่มผู้ค้าส่ง (Jobber) ประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อจัดสรรให้กลุ่มผู้ใช้น้ำมันและช่วยลดความแออัดในสถานีบริการ โดยให้ผู้ค้าน้ำมันเตรียมสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้นและจัดเตรียมรถน้ำมันเพื่อสแตนด์บาย ณ สถานีบริการที่คาดว่าจะมีการจำหน่ายสูง กำหนดจุดให้บริการน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะ และประสานผู้ค้าให้มีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเข้ามาเพิ่มเติม

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในทุกประเทศ เพื่อดูแลความปลอดภัยของคนไทย พร้อมทั้งขอให้คนไทยในต่างประเทศปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยของประเทศที่พำนักอยู่อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ยังได้ใช้ช่องทางทางการทูตในการแสวงหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม โดยได้มีการติดต่อกับประเทศผู้ผลิตน้ำมัน เช่น บราซิล ไนจีเรีย อาเซอร์ไบจาน และคาซัคสถาน สำหรับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความสำคัญในการขนส่งทางทะเล โดยเฉพาะน้ำมัน ก๊าซ ซึ่งประเทศอิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนส่งผลกระทบต่อการขนส่งทางทะเลอย่างมาก โดยเฉพาะน้ำมันและปุ๋ยที่จะมาประเทศไทย การที่เรือไทย“มยุรีนารี” ถูกโจมตี โดยโอมานช่วยลูกเรือ 20 คนได้อย่างปลอดภัย ส่วนลูกเรือไทย 3 คน อิหร่านได้เข้าถึงเรือแล้ว แต่ยังไม่สามารถยืนยันชะตากรรมได้ โดยมีการประสานอย่างต่อเนื่องเพื่อทราบสถานการณ์ล่าสุด

ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งดำเนินการ 3 เรื่อง ได้แก่

1. การเข้มงวดสินค้าควบคุม ซึ่งเดิมมี 59 รายการ โดยเพิ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น สำหรับการใช้ชีวิตประจำวันเข้าสู่หมวดควบคุม พร้อมเพิ่มมาตรการเข้มข้นกำหนดให้สินค้าสำคัญอีก 6 รายการที่เป็นสินค้าจำเป็น ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคา และต้องแจ้งทั้งปริมาณและคุณภาพ ส่วนสินค้าพลังงาน ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญและอยู่ในหมวดควบคุม กระทรวงพาณิชย์ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาหารือถึงต้นทุนที่เหมาะสม

2. ด้านค่าครองชีพ ได้จัดทำโครงการไทยช่วยไทย ซึ่งจะเริ่มวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยมีสินค้าที่ร่วมโครงการทั้งหมดกว่า 1,000 รายการ ลดราคาพิเศษเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 25 – 50% ส่วนในระยะยาวจะพัฒนาสินค้าระดับชุมชนทั่วประเทศเข้ามาร่วมขายในห้าง โชห่วย ค้าปลีก ค้าส่ง และแพลตฟอร์มออนไลน์ และ โครงการธงฟ้าราคาประหยัด ซึ่งจะขยายไปสู่ชุมชนกว่า 500 แห่ง ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม รวมถึงจัดโครงการธงฟ้าราคาประหยัดเคลื่อนที่ไปในพื้นที่ห่างไกล

3. การบริหารจัดการปุ๋ย กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อติดตามการขนส่งปุ๋ย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่ยังมีเรือติดค้างอยู่ 5 ลำ ส่งผลกระทบต่อปริมาณสำรองในประเทศ จากเดิมที่คาดว่าจะเพียงพอถึงเดือนสิงหาคม กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเกษตรกร ปรับแนวทางการใช้ปุ๋ย โดยส่งเสริมการปรับสูตรเพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า พร้อมยืนยันว่าการปรับราคาปุ๋ยซึ่งเป็นสินค้าควบคุม จะต้องอยู่ภายใต้การอนุญาตและตรวจสอบต้นทุนอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังได้เร่งหาตลาดส่งออกใหม่ เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยได้หารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย และลาตินอเมริกา และสั่งการทูตพาณิชย์ทั่วโลก เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและรักษาระดับการส่งออกของไทยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด อีกทั้งยังเตรียมมาตรการดูแลราคาข้าวแกง โดยนำวัตถุดิบสินค้าที่จำเป็นจากต้นทาง อาทิ ข้าวสาร น้ำมันพืช ไข่ไก่ และน้ำตาลทราย เข้าไปสนับสนุนร้านอาหารปรุงสำเร็จในราคาพิเศษ เช่น ร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวแกง และร้านเครื่องดื่มในตลาดสดทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยจะเริ่มดำเนินโครงการนำร่องใน 24 แห่ง แห่งละ 2 ครั้ง รวม 48 ครั้งในระยะสั้น และมีแผนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบให้ผู้ประกอบการและชะลอการปรับขึ้นราคาจำหน่ายไม่ให้สูงเกินสมควร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง