นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เช่ารถยนต์ขับและสุ่มตรวจติดตามสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม โดยพูดคุยกับเจ้าของปั๊มน้ำมัน รวมทั้งเน้นย้ำให้จังหวัดนครพนมประชาสัมพันธ์เรื่องการประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น และติดตามสถานการณ์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้มีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อผู้ใช้บริการ ซึ่งปัจจุบันจังหวัดนครพนมมีปั๊มน้ำมันรวม 333 แห่ง เป็นปั๊มขนาดใหญ่ 72 แห่ง เฉพาะที่อำเภอธาตุพนมมีปั๊มขนาดใหญ่ 10 แห่ง ส่วนสถานการณ์ด้านการจำหน่ายน้ำมันดีเซล เริ่มเป็นสีเขียวกระจายไปทุกอำเภอ และน้ำมันชนิดอื่น ๆ มีจำหน่ายให้กับประชาชนได้ตามปกติ ไม่มีการต่อคิวแน่นเหมือนที่ผ่านมา
ด้านศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าว โดยนายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำมันดีเซลหมุนเร็วและน้ำมันเบนซิน ณ วันที่ 27 มีนาคม 2569 น้ำมันดีเซลมีปริมาณการผลิตเฉลี่ย 82.21 ล้านลิตรต่อวัน การจำหน่ายเฉลี่ย 82.99 ล้านลิตรต่อวัน และการส่งออกเฉลี่ย 4.43 ล้านลิตรต่อวัน รวมปริมาณจำหน่ายและส่งออกอยู่ที่ 87.42 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่น้ำมันเบนซินมีปริมาณการผลิตเฉลี่ย 34.40 ล้านลิตรต่อวัน การจำหน่ายเฉลี่ย 35.25 ล้านลิตรต่อวัน และการส่งออกเฉลี่ย 0.84 ล้านลิตรต่อวัน รวมอยู่ที่ 36.09 ล้านลิตรต่อวัน
กรมธุรกิจพลังงานได้สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ทั้งในด้านปริมาณสำรองและการกระจาย โดยมีการตรวจสอบสต๊อกน้ำมันทั่วประเทศ พบว่าปริมาณน้ำมันสำรองสอดคล้องตามกฎหมาย จากการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันกว่า 3,000 แห่ง พบปั๊มปิดให้บริการเพียงร้อยละ 10 ยืนยันว่าไม่มีการกักตุน อีกทั้งยังมีการตรวจสอบคลังน้ำมันร่วมกับตำรวจนครบาล กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมการปกครอง รวมถึงติดตามการจัดส่งน้ำมันผ่านระบบตรวจสอบการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ Fuel-DM และเว็บแอปพลิเคชัน Fuel-Now ทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะปั๊มและชนิดน้ำมันที่มีจำหน่ายได้แบบเรียลไทม์ หากพบผู้ประกอบการกักตุนหรือกระทำผิดกฎหมาย จะดำเนินการตามกฎหมายทันที ล่าสุดตรวจพบคลังน้ำมันผิดกฎหมาย 3 แห่ง ปริมาณรวม 30,000 ลิตร และได้แจ้งความเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่ามีร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมีรายใหญ่ขายปุ๋ยในราคาสูง ทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น จึงส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ตำรวจสอบสวนกลาง และได้ล่อซื้อตามข้อร้องเรียนเพื่อเก็บหลักฐาน ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่ามีการขายปุ๋ยในราคาสูง เจ้าหน้าที่จึงเชิญผู้ประกอบการ มาชี้แจง พร้อมตรวจสอบเอกสารต้นทุนการซื้อและราคาขายอย่างละเอียด และได้ขยายการตรวจสอบไปยังร้านที่รับสินค้ามาก่อนหน้านี้ โดยอยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตรวจสอบว่ามีการตั้งราคาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ทั้งนี้ หากพบเห็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 หรือผ่านช่องทางไลน์ @mr.DIT ซึ่งหากส่งหลักฐานประกอบได้ เช่น ใบเสร็จรับเงิน หรือภาพถ่าย จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น หากพบกระทำผิดจริง จะมีโทษตามกฎหมาย โทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนการลดต้นทุนค่าปุ๋ย มีแผนจัดโครงการ “ธงเขียวพลัส” ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการเดิมที่ได้รับส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาทต่อราย โดยจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่เกษตรกรที่มีบัตร ดินดี ของกรมพัฒนาที่ดิน หรือผ่านมาตรฐาน GAP ของกรมวิชาการเกษตร หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ของกรมส่งเสริมการเกษตร จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอีก 200 บาท รวมถึงคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ จะทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย โดยมีแผนดำเนินการครอบคลุม 50 จังหวัด ซึ่งจะเริ่มในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน 2569 นำร่องที่จังหวัดกำแพงเพชร ก่อนจะขยายไปยังพื้นที่เพาะปลูกอื่นๆ ทั่วประเทศ ตั้งเป้ารวมทั้งสิ้น 1 ล้านกระสอบ พร้อมกันนี้ยังได้ประสานความร่วมมือกับผู้ผลิตปุ๋ยจำนวน 26 แห่งในการจำหน่ายปุ๋ยราคาพิเศษหน้าโรงงานโดยมีปริมาณรวมกว่า 10 ล้านกระสอบ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรในวงกว้างอีกด้วย
อีกทั้งยังได้ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศติดตามการขนส่งสินค้าและนำเรือบรรทุกวัตถุดิบของไทย โดยเฉพาะปุ๋ย น้ำมันเชื้อเพลิง และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ซึ่งติดค้างอยู่ในเส้นทางขนส่ง ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมทั้งหาปุ๋ยแหล่งใหม่ๆ เพื่อให้ประเทศไทยมีปุ๋ยใช้อย่างเพียงพอ ยืนยันว่าจะดำเนินมาตรการลดค่าครองชีพและลดต้นทุนทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน
นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับทางการอิหร่านอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด เพื่อให้เรือพาณิชย์ของไทยสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย โดยมีเรือที่สามารถเดินทางออกมาสำเร็จบ้างแล้ว แต่ยังคงต้องหารือกับทุกฝ่ายอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยเหลือเรือที่ยังตกค้าง ส่วนการช่วยเหลือลูกเรือไทย 3 คนบนเรือ “มยุรีนารี” ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เพื่อขอให้เร่งช่วยเหลือ โดยกระทรวงการต่างประเทศจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบทันทีเมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติม
ในขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังมีความเปราะบาง ขอย้ำให้คนไทยในพื้นที่พิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็ว ติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากช่องทางทางการอย่างเคร่งครัด และลงทะเบียนข้อมูลติดต่อไว้กับสถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ เพื่อรับความช่วยเหลือที่รวดเร็ว โดยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 นายสีหศักดิ์ ได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กาตาร์ โดยได้ขอบคุณกาตาร์สำหรับการดูแลคนไทยและการอำนวยความสะดวกให้คนไทยเดินทางกลับประเทศอย่างปลอดภัย ซึ่งฝ่ายกาตาร์ย้ำการให้ความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือและดูแลคนไทยในกาตาร์
นอกจากนี้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล แจ้งเตือนว่ามิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ หลอกให้โอนเงินค่าดำเนินการพากลับประเทศไทย โดยย้ำว่าสถานเอกอัครราชทูตฯ ไม่มีนโยบายให้โอนเงินค่าธรรมเนียมในการเดินทางกลับประเทศ ซึ่งทางการอิสราเอลประกาศปิดน่านฟ้าถึงวันที่ 16 เมษายน 2569 โดยจะมีเฉพาะสายการบิน El Al และ Arkia ที่ยังคงทำการบินมายังไทยแต่ไม่ใช่เที่ยวบินที่ให้บริการตามกำหนดเวลาปกติ และอาจถูกยกเลิกกระทันหันตามเหตุจำเป็นในพื้นที่ หากคนไทยจำเป็นจะต้องเดินทางออกอย่างเร่งด่วน ขอให้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ เพื่ออำนวยความสะดวกผ่านช่องทางอื่นต่อไป ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มีคนไทยได้รับความช่วยเหลือออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง มายังประเทศไทยหรือไปประเทศที่สาม รวมทั้งสิ้น 1,514 คน








