นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่กำกับดูแลแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างใกล้ชิด เน้นย้ำให้เข้มงวดเรื่องการเผาอย่างเด็ดขาด ส่วนประเด็นหมอกควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน การพูดคุยและขอความร่วมมือเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือการบริหารจัดการภายในประเทศ หากสามารถควบคุมในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความรุนแรงของปัญหาลงได้มาก และย้ำว่าต้องดำเนินคดี กับผู้ลักลอบเผาอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับมาตรการในปีที่ผ่านมา
นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประชุมคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวัง ควบคุมไฟป่าและหมอกควัน ในพื้นที่ 14 กลุ่มป่า โดยขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินงานเชิงรุกอย่างเข้มข้น ภายใต้หลัก “รวดเร็ว ตรงเป้า มีประสิทธิภาพ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ประกอบด้วย 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1. บริหารจัดการไฟป่าแบบบูรณาการ “14 กลุ่มป่าแปลงใหญ่” ทำงานไร้รอยต่อ ใช้ระบบ Single Command และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์กลาง
2. ผนึกกำลังชุมชน ตั้งจุดเฝ้าระวัง 3,895 จุดทั่วประเทศ พร้อมปฏิบัติการเชิงรุกเข้าถึงกลุ่มเสี่ยง
3. เสริมปฏิบัติการทางอากาศ ใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรนเข้าควบคุมไฟในพื้นที่วิกฤต
4. ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมโยงศูนย์สั่งการทุกระดับแบบเรียลไทม์ (Real-time)
5. ปิดพื้นที่ป่าเสี่ยง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ลักลอบเผาป่า
6. สื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดผลกระทบต่อประชาชน
นอกจากนี้ได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ เร่งประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อควบคุมจุดความร้อน ลดปัญหาหมอกควันข้ามแดน และปกป้องสุขภาพของประชาชนให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยกรมควบคุมมลพิษ ได้เร่งดำเนินการ 3 แนวทางหลัก ได้แก่
1. การใช้กลไกอาเซียน โดย นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีหนังสือถึงเลขาธิการอาเซียนแล้ว 3 ครั้ง เพื่อขอความร่วมมือในการลดจุดความร้อนในภาพรวมของภูมิภาค
2. ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด ผ่านช่องทาง WhatsApp Hotline ไปยังอธิบดีของเมียนมา และ สปป.ลาว อย่างต่อเนื่อง
3. ประสานกรมเอเชียตะวันออก เพื่อใช้กลไกทางการทูตขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศเพื่อนบ้านให้เร่งลดจุดความร้อนโดยด่วน
ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยอธิบดีกรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเมียนมา ได้ลงพื้นที่กำกับการดับไฟ พร้อมประชุมหน่วยงานในรัฐฉานและหงสาวดี เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงสร้างความตระหนักแก่ประชาชนให้งดการเผา ขณะที่ สปป.ลาว ได้เร่งบูรณาการทุกภาคส่วนแก้ไขปัญหาที่แหล่งกำเนิด ทั้งการเสริมศักยภาพการดับไฟป่าและไฟในพื้นที่เกษตร รวมถึงการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับชุมชนให้งดเผา และร่วมกันควบคุมสถานการณ์อย่างเข้มข้น ส่งผลให้สถานการณ์จุดความร้อนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในเมียนมาจาก 10,834 จุด ลดลงเหลือ 5,505 จุด และใน สปป.ลาว จาก 4,157 จุด ลดลงเหลือ 2,704 จุด (30 มี.ค. 69) ทั้งนี้จากการคาดการณ์ในช่วง 5-7 วันข้างหน้า พบว่ามีแนวโน้มฝนทิ้งช่วง และการระบายอากาศในพื้นที่ภาคเหนือช่วงต้นเดือนเมษายนยังไม่ดี หากยังมีจุดความร้อนจำนวนมากทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน อาจส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องเร่งควบคุมสถานการณ์อย่างเข้มงวด
นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยสั่งการให้ธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระดมเครื่องจักรกลและเฮลิคอปเตอร์จากหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกองทัพบก ไปประจำจุดสำคัญที่มีค่า PM2.5 หรือ Hotspot สูงในภาคเหนือ เพื่อให้เข้าระงับเหตุได้ทันท่วงที พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้าในพื้นที่ที่สถานการณ์วิกฤต เช่น อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ ติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากพื้นที่ใดมีค่าฝุ่น PM2.5 สูง จากสาเหตุหมอกควันข้ามแดนหรือพัดมาจากพื้นที่ข้างเคียง ให้รายงานมายังผู้บัญชาการทันที ให้จังหวัดสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน และกำชับนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เฝ้าระวังผู้ที่เข้าไปในป่าอย่างเข้มงวด ให้นำเฮลิคอปเตอร์ลำที่ 2 จากจังหวัดลพบุรี ขึ้นไปสแตนด์บาย (Standby) ที่จังหวัดเชียงใหม่เพิ่มเติม และแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบถึงแนวทางตามระเบียบกระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน จังหวัดสามารถใช้จ่ายเงินทดรองราชการในเชิง “ป้องกันและยับยั้งภัย” ได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
สำหรับการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ กระทรวงมหาดไทย ได้บูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการ “ปิดป่าเข้ม – บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด และบัญชาการเหตุการณ์ในภาวะวิกฤตอย่างเป็นระบบ ติดตามเฝ้าระวังเหตุไฟป่าผ่านระบบตรวจข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) แบบเรียลไทม์ (Real-time) เพื่อสามารถวางแผนเข้าควบคุมดับไฟป่าอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ป้องกันการลุกลามขยายเป็นวงกว้าง และสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ KA-32 พร้อมทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยประจำอากาศยาน The Guardian Team ประจำการ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อบินทิ้งน้ำดับไฟป่าในพื้นที่ลาดชันและเข้าถึงยากและระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัยและเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการร่วมดับไฟป่าอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร สั่งการปรับแผนการทำงาน ตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จังหวัดเชียงใหม่ ระดมเครื่องบิน 5 ลำ ได้แก่ L410 2 ลำ CASA 2 ลำ และ CN 1 ลำ ปฏิบัติการด้วยเทคนิคการโปรยน้ำแข็งแห้ง การสเปรย์น้ำเย็น ระบายฝุ่นออกจากพื้นที่ และช่วงชิงสภาพอากาศ ก่อเมฆเพื่อให้เกิดฝนตก โดยจะเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 – 12 เมษายน 2569
ส่วนการดูแลสุขภาพประชาชน นายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย แนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจ จัดทำ “ห้องปลอดฝุ่น” ภายในบ้าน เพื่อใช้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ปิดประตู-หน้าต่างให้มิดชิด เพื่อลดช่องว่าง ป้องกันฝุ่น จากภายนอกเข้ามาในห้อง ทำความสะอาดห้องด้วยผ้าชุบน้ำ ลดการเปิด-ปิดประตูโดยไม่จำเป็น
ทั้งนี้สามารถติดตามสถานการณ์ค่าฝุ่นได้ผ่านแอปพลิเคชัน Air4Thai AirBKK หรือ Life Dee หากค่าฝุ่น PM2.5 เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ควรลดกิจกรรมกลางแจ้ง และหากเกิน 75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ควรอยู่ในห้องปลอดฝุ่นเป็นหลัก และสวมหน้ากาก N95 เมื่อจำเป็นต้องออกนอกบ้าน สำหรับประชาชนที่ไม่สามารถจัดทำห้องปลอดฝุ่นในบ้านได้ แนะนำให้ใช้ “ห้องปลอดฝุ่น” ซึ่งจัดไว้ในหลายพื้นที่ เช่น โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานบริการสาธารณสุข สถานที่เอกชน อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ โดยค้นหาห้องปลอดฝุ่นได้ที่ https://podfoon.anamai.moph.go.th/ ส่วนกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจ ต้องดูแลตนเองเป็นพิเศษในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสีแดง ขอให้งดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หากต้องออกภายนอก ให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น โดยเลือกหน้ากากที่มีขนาดที่เหมาะสมกับใบหน้าและสวมใส่ให้กระชับ หากรู้สึกอึดอัดอาจเข้าไปในอาคารและถอดหน้ากากก่อน และหากหน้ากากเปลี่ยนสีไปจากเดิมหรือฉีกขาด ให้เปลี่ยนใหม่ทันที หากมีอาการรุนแรงให้รีบไปพบแพทย์ หรือใช้บริการพบแพทย์ของคลินิกมลพิษ ในสถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือผ่านแอปพลิเคชัน DMS Telemedicine ของกรมการแพทย์








