จากการรายงานคุณภาพอากาศ ของศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ ภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในประเทศ พบว่ายังคงมีค่าสูงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยภาคเหนือพบค่าฝุ่นละอองระดับสีแดง ในหลายจังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน น่าน แพร่ พะเยา ตาก อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร และนครสวรรค์ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่อยู่ในระดับสีส้ม โดยมีบางพื้นที่อยู่ในระดับสีแดง ได้แก่ หนองคาย บึงกาฬ นครพนม และอุบลราชธานี โดยค่าฝุ่นสูงสุดอยู่ที่ ต.เวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน 326.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ข้อมูล ณ เวลา 12.00 น.) วันที่ 1 เมษายน 2569 พบว่า ประเทศไทยพบจุดความร้อนทั้งสิ้น 1,971 จุด ส่วนใหญ่พบในพื้นที่ป่ากว่า 1,416 จุด คิดเป็นร้อยละ 72 จังหวัดที่พบจุดความร้อนสูงสุดได้แก่ แม่ฮ่องสอน ตาก เชียงใหม่ น่าน และลำปาง อีกทั้งอัตราการระบายอากาศของจังหวัดบริเวณภาคเหนือ มีแนวโน้มลดต่ำลงช่วงวันที่ 3-5 เมษายน 2569 จึงอาจส่งผลให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง
นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตามสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนืออย่างใกล้ชิด ทั้งการระดมอากาศยานขึ้นบินทิ้งน้ำดับไฟในพื้นที่ยอดเขาและจุดเสี่ยงควบคุมไฟป่าที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเร่งลดผลกระทบฝุ่น PM2.5 ให้ประชาชน และกรณีการตรวจพบหลักฐานการลอบวางเพลิงที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้สั่งการนายอรรถพล เจริญพรรษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังสูงสุด หลังได้รับรายงานการพบหลักฐานสำคัญเป็น “คบเพลิง” ในพื้นที่ป่าบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ชี้ชัดเป็นการเจตนาเผาป่า ไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ การพบหลักฐานครั้งนี้ยืนยันชัดเจนว่า เหตุไฟป่าที่เกิดขึ้นเป็นการตั้งใจวางเพลิงเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง แม้จะไม่พบตัวผู้กระทำผิดในที่เกิดเหตุ เนื่องจากภูมิประเทศเอื้อต่อการหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ได้บันทึกภาพและเก็บหลักฐานอย่างละเอียดเพื่อดำเนินคดี พร้อมทั้งสั่งการเจ้าหน้าที่ให้เพิ่มความถี่ในการเดินเท้าลาดตระเวนและ หาข่าวเชิงลึกในพื้นที่เสี่ยงและจุดที่เกิดไฟไหม้ซ้ำซาก กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกชุดปฏิบัติการให้ความสำคัญกับหลักฐานในที่เกิดเหตุ เพื่อส่งต่อให้พนักงานสอบสวนติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด รวมถึงให้เร่งประสานงานร่วมกับฝ่ายปกครองและผู้นำชุมชน เพื่อช่วยสอดส่องและแจ้งเบาะแสบุคคลต้องสงสัยที่เข้าไปในเขตพื้นที่ป่า และขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นบุคคลต้องสงสัยหรือพบการเผาป่า สามารถแจ้งสายด่วน 1362 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ขึ้นบินตรวจติดตามสถานการณ์จุดความร้อนในพื้นที่อำเภอฮอด อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และทิ้งน้ำดับไฟป่า รวม 10 เที่ยว ที่อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบปัญหาจุดความร้อน (Hotspot) สะสมปริมาณมาก ได้บูรณาการทุกภาคส่วนในพื้นที่จัดทำแนวกันไฟบริเวณพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อป้องกันไฟลุกลามเข้าพื้นที่ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดจุดความร้อนเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังลงพื้นที่ประชุมติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากสถานการณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่พบจุดความร้อน (Hotspot) เป็นลำดับที่ 1 ของประเทศ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่จึงประกาศห้ามบุคคลเข้าพื้นที่ป่าทั้งหมดของจังหวัด และสั่งการให้นายอำเภอทุกพื้นที่ประกาศ “ปิดป่า 100%” ให้ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่อุทยาน เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะต้องระดมกำลังในพื้นที่ โดยห้ามบุคคลใดเข้าพื้นที่ป่าโดยเด็ดขาด หากชุดลาดตระเวนตรวจพบผู้ที่ฝ่าฝืน ให้ดำเนินการจับกุมและส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีไม่มีข้อยกเว้น
อีกทั้งยังได้ติดตามการบริหารจัดการฝนหลวงที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสภาพอากาศปัจจุบันยังคงมีความแห้งแล้งสูงส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการทำฝนหลวง จึงประสานความร่วมมือให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพิ่มรอบเที่ยวบินในการทำฝนหลวงโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อกระตุ้นให้เกิดเมฆฝนตกลงมาเพิ่มความชุ่มชื้นโดยเร็ว
ทั้งนี้จากการสนธิกำลังลาดตระเวนพื้นที่ป่าใน 17 จังหวัดภาคเหนือ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดในข้อหาบุกรุกและเผาป่า จำนวน 192 ราย โดยล่าสุดที่จังหวัดสุโขทัย สามารถจับกุมผู้ลักลอบเผาฟางข้าวพื้นที่นา 6 ไร่ และที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จับกุมผู้ลักลอบเผาในที่โล่งแจ้งพื้นที่เกษตร จำนวน 2 ราย ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ซึ่งการจับกุมดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างมาตรการ “ยาแรง” ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บังคับใช้อย่างเข้มข้น ซึ่งผู้ลักลอบกระทำความผิด ล้วนเป็นผู้สร้างความเดือดร้อน ทำให้เกิดสถานการณ์ไฟป่า หมอกควันและฝุ่น PM2.5 หากพบผู้ฝ่าฝืนให้จับกุมดำเนินคดีทุกรายไม่มีละเว้น เพื่อไม่เป็นเยี่ยงอย่างและทำให้เห็นว่าภาครัฐใช้ยาแรงดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างเข้มข้น เพื่อทำให้พื้นที่จังหวัดภาคเหนือและประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุขโดยเร็ว
ส่วนผลกระทบด้านสุขภาพ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 พบหลายพื้นที่มีค่าเกินมาตรฐานอยู่ในระดับสีแดง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนใน 11 จังหวัด ได้แก่ น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ นครพนม และหนองคาย กระทบต่อกลุ่มเปราะบางกว่า 1.6 ล้านราย ทั้งเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อผลกระทบด้านสุขภาพสูงกว่าประชาชนทั่วไป แม้ขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยอาการรุนแรง แต่มีแนวโน้มเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเฉียบพลัน จึงสั่งการให้พื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะ 9 จังหวัดภาคเหนือ กระจาย “มุ้งสู้ฝุ่น” และสนับสนุนห้องปลอดฝุ่นในครัวเรือนผู้ป่วยติดเตียงแล้ว 2,523 ชุด จัดทำห้องปลอดฝุ่นในสถานบริการสาธารณสุข 1,359 ห้อง และขยายไปยังโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ รวม 993 ห้อง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ยังได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ดูแลกลุ่มเสี่ยงสะสมกว่า 4,776,159 ราย คัดกรองสุขภาพเชิงรุกกว่า 30,000 ราย และสนับสนุนหน้ากากป้องกันฝุ่นกว่า 1,948,741 ชิ้น จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) ในระดับจังหวัดเพื่อเฝ้าระวัง แจ้งเตือน ประสานการดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด และเตรียมเพิ่มการสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
สำหรับความรุนแรงของฝุ่น PM2.5 สามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย และทำลายระบบอวัยวะต่างๆ
ซึ่งทำให้เกิดโรคได้ ดังนี้
1. โรคระบบทางเดินหายใจ ฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนลึกและปอด ทำให้เกิดการอักเสบ ระคายเคือง ไอ จาม มีเสมหะ และทำให้โรคหอบหืดหรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) กำเริบได้ง่าย
2. โรคถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอด การสะสมของฝุ่นเป็นเวลานานทำลายเนื้อเยื่อปอด ทำให้เป็นโรคถุงลมโป่งพอง และเพิ่มความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งปอด แม้จะไม่ได้สูบบุหรี่
3. โรคผิวหนัง ฝุ่นขนาดเล็กสามารถอุดตันรูขุมขน ก่อให้เกิดผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ ลมพิษ และเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
4. โรคหัวใจและหลอดเลือด ฝุ่นพิษเข้าสู่กระแสเลือดทำให้หลอดเลือดอักเสบ เลือดข้นขึ้น เสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เส้นเลือดในสมองตีบ (Stroke) และความดันโลหิตสูง
5. โรคเยื่อบุตาอักเสบ ฝุ่นละอองทำปฏิกิริยากับดวงตา ทำให้ระคายเคือง แสบตา คันตา ตาแห้ง และตาแดงอักเสบ
สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ฝุ่นเกินค่ามาตรฐาน ขอให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นอย่างถูกวิธี และหากมีอาการผิดปกติ เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือระคายเคืองรุนแรง ให้รีบพบแพทย์ หรือโทรสายด่วนกรมอนามัย 1478 เพื่อรับคำแนะนำทันที
ส่วนกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจ กรมอนามัยแนะนำให้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันตนเอง หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงค่าฝุ่นสูง หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านให้สวมหน้ากาก N95 และสวมให้กระชับ เด็กเล็ก ควรงดกิจกรรมกลางแจ้ง หญิงตั้งครรภ์ควรลดการสัมผัสฝุ่นเพื่อลดความเสี่ยงต่อทารก ส่วนผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคประจำตัวควรเฝ้าระวังอาการ รับประทานยาสม่ำเสมอ หากมีอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์ พร้อมแนะปรับบ้านเป็น “พื้นที่ปลอดฝุ่น” ปิดประตูหน้าต่างใช้เครื่องฟอกอากาศ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ก่อฝุ่นภายในบ้าน








