“สุชาติ” สั่งยกระดับจัดการไฟป่าเชิงรุก “มหาดไทย” เอาจริง จับกุมผู้ลักลอบเผาป่า พื้นที่เกษตร เร่งคืนอากาศบริสุทธิ์แก่ประชาชน

ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ เวลา 17.00 น. ภาพรวมปริมาณ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานใน จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท บึงกาฬ หนองคาย เลย อุดรธานี นครพนม หนองบัวลำภู สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ โดยสูงสุดอยู่ที่อำเภอ เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 341.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

จากสถานการณ์ค่าฝุ่น PM2.5 ที่ยังสูงต่อเนื่องทำให้หลายจังหวัดประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย และเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน โดยจังหวัดเชียงใหม่ ประกาศรวม 6 อำเภอ ได้แก่ ฮอด สะเมิง เชียงดาว ดอยสะเก็ด แม่แตง และแม่วาง จังหวัดแม่ฮ่องสอน 2 อำเภอ ได้แก่ แม่สะเรียง และปาย จังหวัดลำพูน 3 อำเภอ ได้แก่ ลี้ แม่ทา บ้านโฮ่ง และจังหวัดพะเยา 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองพะเยา จุน เชียงคำ เชียงม่วน ดอกคำใต้ ปง แม่ใจ ภูซาง ภูกามยาว

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศยกระดับมาตรการจัดการไฟป่าเชิงรุก มอบหมายให้นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลงพื้นที่จังหวัดลำปาง หารือกับนายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เพื่อติดตามสถานการณ์และวางแผนควบคุมไฟป่าในเขตป่าอนุรักษ์ภาคเหนืออย่างใกล้ชิด กำชับเร่งสกัดกั้นจุดความร้อน (Hotspot) ทุกมิติ หวังคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด ให้กรมอุทยานฯ สนับสนุนเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าเพิ่มเติมจากจังหวัดปราจีนบุรี สระบุรี ชลบุรี ขอนแก่น และนครราชสีมา เข้าสนับสนุนพื้นที่ประสบปัญหาอย่างเร่งด่วน ให้กรมควบคุมมลพิษ สนับสนุนข้อมูลด้านการบัญชาการสถานการณ์ จัดส่งรถตรวจวัดคุณภาพอากาศเคลื่อนที่ เพื่อประเมินสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างใกล้ชิด อีกทั้งให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดในพื้นที่ ร่วมสนับสนุนการปฏิบัติงานกับจังหวัดและฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ระงับเหตุไฟป่าทุกอำเภอที่มีสถานการณ์ไฟป่ารุนแรง รวมทั้งเป็นหน่วยงานกลาง สื่อสาร รวบรวม และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ผ่านทุกแพลตฟอร์ม สร้างการรับรู้และความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และป้องกันการเกิดไฟป่า รวมทั้งสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์จำนวน 5 ลำ เพื่อเสริมศักยภาพการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่วิกฤต ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าให้เป็นไปอย่างทันท่วงที รวมทั้งพูดคุยทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ นำเทคโนโลยีมาใช้ในการติดตามการเกิดไฟป่า และการวางจุดเฝ้าระวังไฟซึ่งเป็นกลไกในการยับยั้งการลุกลามของไฟ กำชับให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ หากสถานการณ์ทวีความรุนแรง ให้มีแผนเผชิญเหตุรองรับ ประสานสนับสนุนทางอากาศ เพื่อขอสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์เข้าดำเนินการดับไฟ ส่งกำลังและเสบียงทันที

จากข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ดำเนินคดีกับผู้ลักลอบกระทำการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเข้าพื้นที่ป่าอย่างเด็ดขาด แม้จะเข้าไปกระทำการใดถือว่ามีความผิดทุกราย เพื่อทำให้สถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน หมดไป และทำให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขในเร็ววันนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ชุดสายตรวจร่วมของที่ทำการปกครองอำเภอไชยปราการ อุทยานแห่งชาติผาแดง และทหารมณฑลทหารบก 33 จังหวัดเชียงใหม่ ได้จับกุมผู้ต้องหาลักลอบเข้าป่าในช่วงเวลากลางคืนได้ 1 ราย ที่บ้านกิ่วจำปี ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ สารภาพว่าลักลอบเข้าป่ามาเป็นเวลา 2 วันแล้วเพื่อวางอุปกรณ์ล่าสัตว์ และเข้ามาเพื่อเสพยาเสพติด จึงนำตัวส่งดำเนินคดี ส่วนที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จับกุมผู้กระทำความผิดกรณีเผาหญ้าและวัสดุทางการเกษตรริมทางหลวงพื้นที่ ตำบลท่าโรง และบ่อรัง อำเภอวิเชียรบุรี พบผู้กระทำความผิดรวม 6 ราย มีพฤติการณ์จุดไฟเผาหญ้าและวัสดุทางการเกษตร   ริมทางหลวง ซึ่งก่อให้เกิดหมอกควันบดบังทัศนวิสัย เป็นอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนน และเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 จึงได้สั่งให้หยุดการกระทำทันทีและควบคุมตัวส่งดำเนินคดี พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างเคร่งครัด ส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ชุดปฏิบัติการควบคุมไฟป่าที่ 3 อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ จับกุมผู้ลักลอบเข้าป่า 2 ราย เป็นการฝ่าฝืนประกาศปิดป่าในห้วงฤดูไฟป่า ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย และจังหวัดน่าน ดำเนินคดีกับผู้ที่ลักลอบเผาในที่โล่งแจ้ง ทั้งในเขตพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรกรรม รวม 12 คดี และเน้นย้ำให้ติดตามข้อมูลการรายงานจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ทางดาวเทียม Gistda หากพื้นที่ใดมีจุดความร้อนเพิ่มขึ้น ต้อง “หาสาเหตุให้พบ” และจัดการกับสาเหตุนั้น เพื่อเร่งคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด

ขณะที่นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ประชุมติดตามสถานการณ์ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ซึ่งวิกฤตไฟป่าและหมอกควันในอำเภอปายที่ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงเกิน 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงในระยะยาว ได้ขอให้ผู้บริหารจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการความร่วมมือแก้ไขปัญหาการเผาป่าอย่างจริงจัง เพื่อควบคุมไม่ปล่อยปละละเลยให้เกิดจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ และขอให้ผู้นำชุมชน จัดทำฐานข้อมูลผู้ที่เข้าไปหาของป่าและกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเผาป่า เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจถึงข้อกฎหมาย และให้มีการลาดตระเวนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนสวมหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้งเพื่อลดปัญหาสุขภาพ

ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน แต่ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักดับไฟป่าด้วย โดยกรมควบคุมโรคแนะนำคู่มือนักดับไฟป่า สู้ฝุ่น กู้ป่า อย่างปลอดภัย ซึ่งก่อนลุยไฟต้องเตรียมตัวให้พร้อม สวมหน้ากาก N95 กรองฝุ่น PM2.5 และเขม่าควัน แบบแนบสนิท สวมแว่นตานิรภัยแบบกันลมกันระคายเคือง สวมชุดทนไฟ ผ้าฝ้ายหนา แขน-ขายาว ระหว่างลุยไฟ ต้องสังเกตอาการหากตัวร้อนไม่มีเหงื่อให้แจ้งผู้ที่ไปด้วยเพื่อแวะพัก และดื่มน้ำบ่อย ๆ ทุก 15-20 นาที ไม่ต้องรอให้กระหาย สังเกตลม โดยประเมินทิศทางลมวางแผนทางหนี ระวังภัยรอบตัวทั้งต้นไม้โค่น สัตว์มีพิษ หลังลุยไฟ อาบน้ำสระผมเปลี่ยนเสื้อผ้า ขจัดเขม่าฝุ่น กลั้วคอหรือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ หากมีอาการแน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีดให้รีบไปพบแพทย์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง