จากสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ที่รุนแรงและเกินค่ามาตรฐานในพื้นที่ภาคเหนือ และบางพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากเงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ให้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหรือผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมกับคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) แล้วแต่กรณีดำเนินการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ โดยการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
สำหรับ 6 ขั้นตอน การประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากฝุ่นละออง
ขนาดเล็ก (PM2.5) ตามระเบียบกระทรวงการคลัง เพื่อให้การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเป็นไปอย่างถูกต้อง ประกอบด้วย
1. ตรวจสอบเกณฑ์ค่าฝุ่น PM2.5 ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงต้องสูงกว่า 125 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ติดต่อกัน 5 วัน
2. รวบรวมข้อมูลและเสนอประกาศ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เสนอข้อมูลต่อคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) และผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อลงนามประกาศเขตพื้นที่
3. รายละเอียดในประกาศเขตพื้นที่ ต้องระบุวันเวลาที่เกิดภัย พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ (หมู่บ้าน/ตำบล) และประเภทความเสียหาย
4. ระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ การช่วยเหลือต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่เกิดภัยพิบัติ
5. เกณฑ์การประกาศสิ้นสุดสถานการณ์ ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่ำกว่า 125 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ติดต่อกัน 5 วัน
6. แหล่งข้อมูลค่าฝุ่นที่ใช้อ้างอิง จากกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและ
ภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) หรือสถานีตรวจวัดมาตรฐานที่กำหนด
นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการบริหารจัดการสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ได้ใช้กลไกตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินมาตรการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุขโดยเร็วตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ได้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณี ไฟป่า หมอกควัน และกรณีฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) รวม 3 จังหวัด ได้แก่ 1. เชียงใหม่ รวม 7 อำเภอ 40 ตำบล 338 หมู่บ้าน 27 ชุมชน ได้แก่ อำเภอฮอด สะเมิง ดอยสะเก็ด เชียงดาว แม่วาง แม่แตง และแม่ริม
2. ลำพูน 1 อำเภอ คือ อำเภอลี้ รวม 8 ตำบล 99 หมู่บ้าน และ 3. พะเยา รวม 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองพะเยา จุน เชียงคำ เชียงม่วน ดอกคำใต้ ปง แม่ใจ ภูซาง และภูกามยาว
การประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จะส่งผลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถบริหารจัดการและใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 และงบประมาณอื่น ๆ เพื่อบริหารสถานการณ์ และเยียวยาความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีเอกภาพ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้นำพื้นที่ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน สามารถบูรณาการสรรพกำลังทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันท่วงที และทำให้การแก้ไขปัญหาบรรลุผลสัมฤทธิ์ในระดับพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทยยังคงติดตามการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างต่อเนื่อง และให้การสนับสนุนการดำเนินงานของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารจัดการและแก้ไขสถานการณ์ ทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขโดยเร็ว
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการด่วนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดยกระดับมาตรการเฝ้าระวังพื้นที่ป่าอย่างเข้มข้นในช่วงฤดูแล้ง เพื่อเร่งสกัดวิกฤตฝุ่น PM2.5 และไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเต็มกำลัง ล่าสุดนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ออกประกาศคำสั่งปิดป่าสงวนแห่งชาติจำนวน 9 แห่ง ในเขตพื้นที่อำเภอเวียงสาและพื้นที่ใกล้เคียง ห้ามบุคคลเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 1–30 เมษายน 2569 เพื่อตัดวงจรการเกิดไฟป่าจากน้ำมือมนุษย์และลดการสะสมของฝุ่นควันในชั้นบรรยากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำชับไปยังกรมป่าไม้และหน่วยงานในสังกัดให้บูรณาการกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองและผู้นำชุมชน เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังตามแผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ โดยพื้นที่ควบคุมทั้ง 9 แห่ง ประกอบด้วย ป่าห้วยงวงและป่าห้วยสาลี่ ป่าฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ ป่าสาลีก ป่าแม่สาครฝั่งขวา ป่าน้ำสาและป่าแม่สาครฝั่งซ้าย ป่าห้วยแม่ขะนิง ป่าน้ำว้าและป่าห้วยสาลี่ ป่าน้ำสาฝั่งขวาตอนขุน และป่านาซาว หากพบผู้ใดฝ่าฝืนลักลอบเข้าพื้นที่หรือกระทำการเผาป่า จะต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ตามฐานความผิดที่บัญญัติไว้ในกฎหมายป่าไม้อย่างไรก็ตาม เพื่อลดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้านที่มีความจำเป็นต้องเข้าพื้นที่ป่า ได้มีการวางระบบคัดกรองอย่างเป็นระเบียบ โดยกำหนดให้ผู้ที่มีความจำเป็นต้องลงทะเบียนและขออนุญาตต่อผู้นำชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในท้องที่ล่วงหน้าทุกครั้ง
นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้สนับสนุนอากาศยานเพื่อปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มเติมวันที่ 5 เมษายน 2569 อีกจำนวน 2 ลำ จึงทำให้จะมีฝูงบินรวมจำนวน 7 ลำ ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งในแต่ละลำสามารถปฏิบัติการได้วันละประมาณ 2-3 เที่ยวบิน โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถปฏิบัติการฝนหลวงได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 15-20 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งนักบินได้เร่งโปรยน้ำแข็งแห้งและสเปรย์น้ำเย็น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลดอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศที่เกิดสภาวะอุณหภูมิผกผัน ช่วยเร่งการระบายฝุ่นละอองในพื้นที่
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ลงพื้นที่จังหวัดลำปาง ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ “เหยี่ยวไฟ” ณ ศูนย์บัญชาการควบคุมไฟป่า (ส่วนหน้า) เน้นย้ำการประสานพลังทุกภาคส่วนเข้าควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยงสูงอย่างทันท่วงที โดย ปภ.พร้อมสนับสนุนทีมปฏิบัติการภาคพื้นเต็มกำลัง กำชับมาตรการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเข้าพื้นที่ป่าอย่างเข้มงวด หากพบผู้ฝ่าฝืนให้ชุดลาดตระเวนจับกุมดำเนินคดีทันที รวมถึงดูแลสุขภาพประชาชน ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าว เพื่อสร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์ไฟป่า หมอกควันอย่างเต็มกำลัง และกำชับให้จังหวัดลำปางกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังและจุดเสี่ยงไฟป่าไว้ รวม 64 จุด รอบพื้นที่ดอยพระบาท วางแผนส่งชุดปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าสกัดกั้นเพลิงไม่ให้ขยายวงกว้าง ผนึกกำลัง “เหยี่ยวไฟ” ภาคพื้นดิน และ KA-32 สนับสนุนทางอากาศ เพื่อบินทิ้งน้ำดับไฟป่าร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่ลาดชันและป่าลึกที่เจ้าหน้าที่เดินเท้าเข้าถึงได้ยาก
สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และไฟป่า นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ ยังส่งผลต่อทัศนวิสัย ในการขับขี่ยานพาหนะบนท้องถนน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 หากปัญหาหมอกควันจากไฟป่ายังไม่คลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้น จะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งต่อการมองเห็นเส้นทาง ส่งผลต่อการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตบนท้องถนนเพิ่มสูงขึ้นได้ โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 เตรียมความพร้อมรับมือในการทำงานควบคู่ไปกับการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง “7 วันอันตราย” (วันที่ 10 – 16 เม.ย. 69) ให้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ และดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างเต็มกำลัง เน้นย้ำจังหวัดที่ได้มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จากเหตุไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) นำงบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ในการระงับยับยั้งเหตุ และช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีตามระเบียบราชการ ทั้งด้านการช่วยเหลือเยียวยา การป้องกันและบรรเทา การระงับเหตุ ซึ่ง ปภ. ได้ชี้แจงระเบียบกระทรวงการคลัง และหลักเกณฑ์ใหม่ของกรมบัญชีกลางให้กับจังหวัดรับทราบเป็นที่เรียบร้อย เพื่อให้การแก้ไขวิกฤตไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 และการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วที่สุดในทุกมิติ
ทั้งนี้ประชาชนที่พบเห็นสถานการณ์ไฟป่าหรือได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาหมอกควัน สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแอปพลิเคชัน “Thai Disaster Alert” เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการระงับเหตุโดยทันที








