นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำปาง เพื่อติดตามการนำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลสาธารณภัยมาใช้สนับสนุนภารกิจดับไฟป่า พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด “ป่าเปียก” เพื่อสร้างความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าไม้ ลดความเสี่ยงการเกิดไฟป่าในเชิงป้องกัน และสอดรับนโยบายของปลัดกระทรวงมหาดไทย ในการยกระดับมาตรการควบคุมสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ
ตามข้อสั่งการเร่งด่วนของนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้ยกระดับมาตรการบริหารจัดการฝุ่นละอองขนาดเล็ก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ระดมเครื่องจักรกลและกำลังเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเต็มศักยภาพ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยในพื้นที่เข้าถึงยาก เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ ปภ. ได้ติดตามการดำเนินโครงการตามแนวคิด “ป่าเปียก” (Wet Fire Break) ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยมุ่งเน้นการสร้างความชุ่มชื้นให้ผืนป่าอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่า ลดการลุกลาม และฟื้นฟูระบบนิเวศในระยะยาว
ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 10 ได้นำเทคโนโลยีเครื่องสูบส่งน้ำระยะไกล (Hytrans Fire System) มาใช้ส่งน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติไปยังพื้นที่เสี่ยงบนที่สูง เพื่อสร้างแนวกันไฟด้วยความชุ่มชื้น ซึ่งช่วยป้องกันไฟป่าเชิงรุก และเพิ่มความชื้นในอากาศเพื่อลดปริมาณฝุ่นละออง
ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินโครงการ “ป่าเปียก” ใน 5 พื้นที่สำคัญ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า อำเภอแม่ริม วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อำเภอดอยสะเก็ด ศูนย์พุทธธรรมหนองฮ่อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ วัดพระบาทตีนตก อำเภอสันทราย และโครงการระบบกักเก็บน้ำในถ้ำห้วยลึก อำเภอเชียงดาว โดยตั้งเป้าหมายลดจำนวนจุดความร้อนลงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569
หน่วยงานมุ่งปรับบทบาทจากการดับไฟเมื่อเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันเชิงรุกด้วยเทคโนโลยีและแนวคิดป่าเปียก เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ระบบนิเวศ และเร่งคืนอากาศบริสุทธิ์ให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน








