“ทส. – มท. – เกษตรฯ” ระดม ชุดเสือไฟ ชุดเหยี่ยวไฟ อส. ปฏิบัติการดับไฟป่า ทำฝนหลวง แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้จบก่อนสงกรานต์

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมควบคุมมลพิษ ระดมรถตรวจวัดคุณภาพอากาศเคลื่อนที่ พร้อมอุปกรณ์ตรวจวัดและทีมนักวิชาการ ลงพื้นที่ภาคเหนือโดยด่วน เพื่อติดตามสถานการณ์หมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่อย่างใกล้ชิด และเสริมการบริหารจัดการปัญหามลพิษทางอากาศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยกรมควบคุมมลพิษได้นำรถตรวจวัดคุณภาพอากาศเคลื่อนที่ ซึ่งสามารถตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 ได้อย่างแม่นยำและตรวจวัดข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา เช่น ทิศทางลม เพื่อประเมินแนวโน้มการเคลื่อนตัวของมวลอากาศและสถานการณ์ฝุ่นในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์และจัดทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ สนับสนุนการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และสอดคล้องกับสถานการณ์จริง

นอกจากนี้ยังได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าครั้งใหญ่ ทั้ง “ชุดเสือไฟ” จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ “ชุดเหยี่ยวไฟ” จากกรมป่าไม้ รวม 380 นาย เสริมด้วยเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อีก 1,900 นาย และเตรียมส่งกำลังเพิ่มเติมอีก 500 นาย จากพื้นที่เสี่ยงต่ำ เพื่อหมุนเวียนกำลังช่วยเจ้าหน้าที่แนวหน้าที่ปฏิบัติงานต่อเนื่องมานานเกือบเดือน พร้อมเน้นย้ำในการดูแลสุขภาพของเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าทุกนาย ส่วนการพบจุดความร้อน (Hotspot) จำนวนมากผิดปกติในพื้นที่ป่าธรรมชาติ ทั้งเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน และอุตรดิตถ์ จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้เผาป่าทุกราย พร้อมขอความร่วมมือประชาชน “งดเผาทุกกรณี” และร่วมกันแจ้งเบาะแส เพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่นควัน และคืนอากาศสะอาดให้คนไทยก่อนถึงช่วงสงกรานต์นี้

ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) พร้อมตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) จาก 14 จังหวัดทั่วประเทศไทย ที่เดินทางมาสนับสนุนภารกิจในครั้งนี้ถึง 700 นาย มีภารกิจหลัก แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1. การเข้าระงับเหตุไฟป่าตามพิกัดที่ได้รับแจ้งจากระบบดาวเทียม เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการลุกลามเป็นวงกว้าง โดยมีหน่วยงานในพื้นที่คอยสนับสนุนด้านเส้นทางและความชำนาญ 2. การลาดตระเวน เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง หากพบผู้ลักลอบเผาป่าจะจับกุมและส่งดำเนินคดีทันที 3. สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่ ผ่านการทำงานเชิงมวลชนสัมพันธ์ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดไฟป่า ส่วนการดูแลกำลังพลแต่ละอำเภอได้จัดเตรียมที่พักและสวัสดิการอย่างเต็มที่ โดยจะประจำพื้นที่จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และมีการสับเปลี่ยนกำลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความอ่อนล้าและรักษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ซึ่ง อส. ถือเป็นชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วสกัดกั้นไฟป่า และเป็นหนึ่งในกำลังหลัก
ในการปฏิบัติงานภาคพื้น โดยเน้นย้ำการบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนการจัดส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมเพลิงในจุดที่มีความร้อนสูง (Hotspot) รวมถึงการเฝ้าระวังพื้นที่ป่ารอยต่ออย่างเข้มข้น และกำชับให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ใกล้เคียงเตรียมพร้อมสนับสนุนเครื่องจักรกลและอุปกรณ์กู้ภัยตลอด 24 ชั่วโมง

อีกทั้งได้ประชุมวางแผนปฏิบัติการบินเพื่อบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ เพิ่มประสิทธิภาพในการระงับเหตุ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยปฏิบัติการตามหลัก “เข้าเร็ว เข้าไว” เพื่อระงับเหตุและลดจำนวนจุด Hotspot ให้ได้มากที่สุด สำหรับการดำเนินงานเชิงรุก ได้วางแนวทางสำคัญ 3 ประการ คือ 1. ชี้เป้าแม่นยำ โดยประสานข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมกับหน่วยภาคพื้นดินเพื่อระบุพิกัดในพื้นที่สูงชัน 2. ความปลอดภัยเป็นหลัก โดยกำชับให้หน่วยบิน ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบความพร้อมของอากาศยานและอุปกรณ์ 100% ภายใต้ทัศนวิสัยจำกัด และ 3. สนธิกำลังสนับสนุนพื้นที่วิกฤต โดยปรับแผนการบินเข้าสู่เขตอุทยานแห่งชาติและป่าสงวนเพื่อตัดวงจรการขยายตัวของไฟป่าไม่ให้ลุกลามเข้าสู่ชุมชน ซึ่งภารกิจครั้งนี้ต้องทำงานแข่งกับเวลา โดยอาศัยความแม่นยำของข้อมูลและการประสานงานที่ไร้รอยต่อ เพื่อให้การขึ้นบินโปรยน้ำดับไฟในพื้นที่เข้าถึงยากมีประสิทธิภาพสูงสุด และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

สำหรับจังหวัดที่ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จากเหตุไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ขอให้เร่งนำงบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ในการระงับยับยั้งเหตุ และช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีตามระเบียบราชการ ทั้งด้านการช่วยเหลือเยียวยา การป้องกันและบรรเทา การระงับเหตุ เน้นย้ำผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ กรณี ไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ให้ดำเนินการตามแนวทางการปฏิบัติในการจ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย หากวงเงินทดรองราชการที่จังหวัดมีอยู่ไม่เพียงพอ ให้จังหวัดเสนอเรื่องขอขยายวงเงินมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทันที เพื่อประสานกับกระทรวงการคลังพิจารณาอนุมัติโดยด่วน

ปัจจุบันพื้นที่ภาคเหนือมีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีอัคคีภัย ไฟป่า) จำนวน 2 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ 9 อำเภอ (ฮอด สะเมิง ดอยสะเก็ด เชียงดาว แม่วาง แม่แตง แม่ริม พร้าว ดอยเต่า) และจังหวัดพะเยา 9 อำเภอ (ภูซาง ภูกามยาว จุน ดอกคำใต้ ปง แม่ใจ เมืองพะเยา เชียงคำ เชียงม่วน) ส่วนการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีฝุ่น PM2.5) มีจำนวน 2 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน 1 อำเภอ (ลี้) และพะเยา 9 อำเภอ (ภูซาง ภูกามยาว จุน ดอกคำใต้ ปง แม่ใจ เมืองพะเยา เชียงคำ เชียงม่วน) และการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยกรณีไฟป่า ได้มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยแล้ว 2 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน 4 อำเภอ (เมืองแม่ฮ่องสอน ขุนยวม แม่สะเรียง ปาย) และเชียงราย 3 อำเภอ (เวียงป่าเป้า แม่สรวย แม่ฟ้าหลวง) ซึ่งจะประสานการปฏิบัติกับจังหวัดในพื้นที่ประสบภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

ขณะที่นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร สั่งการให้หน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จังหวัดเชียงใหม่ วางแผนบินปฏิบัติการระบายฝุ่นให้ได้มากที่สุดและให้มีฝนตก โดยส่งเครื่องบินฝนหลวง 7 ลำ ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็น โปรยน้ำแข็งแห้ง และเลี้ยงเมฆ รวม 8 เที่ยวบิน ซึ่งประสบความสำเร็จส่งผลให้มีฝนตกเป็นวงกว้าง

ส่วนการดูแลสุขภาพประชาชน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด งบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน เพื่อดูแลและลดผลกระทบทางสุขภาพของประชาชน จากสถานการณ์ค่าฝุ่น PM2.5 ที่เกินมาตรฐานอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) คือเกิน 75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จำนวน 13 จังหวัด ซึ่งบางจังหวัดค่าฝุ่นอยู่ระดับสีแดงต่อเนื่อง เช่น น่าน เชียงราย ลำพูน (12 วัน) พะเยา ลำปาง (11 วัน) เชียงใหม่ แพร่ (10 วัน) และคาดการณ์ว่าช่วง 1-2 วันข้างหน้า ปริมาณฝุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ขณะนี้มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) กรณีฝุ่น PM2.5 แล้วใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน ลำพูน นครพนม พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ ตาก และพิษณุโลก ซึ่งสถานการณ์ค่อนข้างมีความรุนแรงในพื้นที่ภาคเหนือ ได้ออกข้อสั่งการถึงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและทีมปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 1 รวม 9 ข้อ ได้แก่ 1. ให้หน่วยบริการทุกแห่งตรวจสอบข้อมูลผู้ป่วยจากฝุ่น PM2.5 โดยใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) เป็นหลัก เพื่อนำไปประเมินสถานการณ์ พร้อมรายงานผลการตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด 2. ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้อำนาจตามประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติในการเร่งรัดจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น มุ้งสู้ฝุ่นและหน้ากาก ให้รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ 3. ดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ 4. สื่อสารประชาสัมพันธ์ในประเด็นที่สังคมกังวล ชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงผ่านทุกช่องทาง และใช้ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลทางการแพทย์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน 5. ให้เฝ้าระวังและตรวจสอบแนวกันไฟของโรงพยาบาลกลุ่มเสี่ยง 35 แห่ง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับหน่วยบริการ 6. รวบรวมสรุปสถานการณ์ การดำเนินงาน และการดูแลประชาชน การเตรียมพร้อมด้านต่างๆ เพื่อใช้ในการชี้แจงต่อสาธารณะ 7. ให้ศูนย์วิชาการในเขต ทั้งสำนักงานป้องกันควบคุมโรคและศูนย์อนามัย ดูแลให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลในพื้นที่ 8. บริหารจัดการทรัพยากรแบบเครือข่าย One Region One Hospital โดยตรวจสอบคลังเวชภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ บริหารจัดการหรือสนับสนุนอุปกรณ์ระหว่างจังหวัดภายในเขต เพื่อความต่อเนื่องในการให้บริการประชาชน และ 9. ปรับปรุงและพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ให้แสดงผลอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อวางแผนและบริหารสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการดูแลสุขภาพประชาชนใน 8 จังหวัดของเขตสุขภาพที่ 1 ได้คัดกรองเชิงรุกในพื้นที่สีแดงแล้ว 75 อำเภอ รวม 29,324 คน ดูแลกลุ่มเปราะบางได้ครบ 100% ทุกจังหวัด สำรองหน้ากากอนามัยรวม 1.7 ล้านชิ้น N95 รวม 182,000 ชิ้น และหน้ากากอนามัยเด็ก 68,000 ชิ้น นอกจากนี้หน่วยบริการในพื้นที่ค่าฝุ่นสีแดง ยังคัดกรองสุขภาพประชาชนในแผนกผู้ป่วยนอกหรือฉุกเฉิน ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จะคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในพื้นที่ค่าฝุ่นสีแดงติดต่อกันเกิน 3 วันขึ้นไป รวมทั้งสื่อสารความเสี่ยงให้กับประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ โดยเน้นย้ำให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่ง และควรสวมหน้ากาก N95 เพื่อความปลอดภัยเมื่ออยู่นอกอาคาร 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง