นายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีและโฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ช่วงนี้หลายพื้นที่ของประเทศไทย มีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส โดยขอให้ประชาชนเฝ้าระวัง “ดัชนีความร้อน” ควบคู่กับอุณหภูมิ ซึ่งทั้ง 2 ค่านี้มีความแตกต่างกัน โดย “อุณหภูมิ” เป็นค่าที่วัดได้โดยตรงจากเทอร์โมมิเตอร์ ขณะที่ “ดัชนีความร้อน” เป็นค่าที่คำนวณจากอุณหภูมิร่วมกับความชื้นในอากาศ สะท้อนความรู้สึกร้อนที่ร่างกายรับรู้จริง บางกรณีอาจสูงกว่าค่าอุณหภูมิ โดยเฉพาะในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง จะทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ยาก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว คนอ้วน ผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากความร้อนมากกว่าคนทั่วไป และอาจเกิดภาวะฮีทสโตรกได้ หากอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน
สำหรับพื้นที่ที่มีค่าดัชนีความร้อนสูง มักเป็นบริเวณใกล้ทะเล โดยเฉพาะในช่วงบ่าย เวลา 15.00 – 16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิและความชื้นอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้สภาพอากาศร้อนอบอ้าวมากขึ้น จึงแนะนำประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน หากจำเป็น ควรพักในที่ร่มเป็นระยะ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหาวิธีลดอุณหภูมิร่างกาย เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะฮีทสโตรก
รองอธิบดีและโฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา ยังคาดการณ์ว่า อุณหภูมิสูงสุดในช่วงนี้จะอยู่ที่ประมาณ 42–43 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่จังหวัดลำปางและแม่ฮ่องสอน เนื่องจากเป็นพื้นที่ลักษณะหุบเขา ทำให้อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ส่งผลให้เกิดการสะสมความร้อนได้มาก อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มเกิดพายุฤดูร้อนในช่วงวันที่ 13–15 เมษายน บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจช่วยบรรเทาความร้อนลงได้บ้าง และอาจขยายตัวมาถึงภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ช่วงปลายเดือนเมษายน ถึงต้นเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูร้อนสู่ฤดูฝน จะทำให้มีพายุฤดูร้อนและมีฝนตกมากขึ้น จะช่วยคลายความร้อนลงไปได้มาก








